เรื่องทั้งหมดโดย admin

อินส์บรู๊ค

เมื่อแรกที่ได้มีโอกาสมาเยือนอินส์บรู๊คนั้น ถึงกับต้องอุทานกับตัวเองเลยว่า โอ้ว! นี่มันใกล้เคียงกับสวรรค์ที่สุดแล้วหล่ะ เพราะ ณ ที่สถานที่แห่งนี้ถูกโอบกอดด้วยเทือกเขาแอลป์ที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ที่ด้านบนของภูเขาจะถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลนตลอดทั้งปี เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจใดๆหากที่นี่คือสวรรค์ของนักสกี สกีรีสอร์ทดีๆมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในอินส์บรู๊ค

 

แต่เสน่ห์ที่น่าหลงใหลของที่แห่งนี้ กลับเป็นตัวเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ด้านล่าง โดยมีแม่น้ำอินส์ Inn เป็นแม่น้ำสายหลักที่พัดพาเอาสายน้ำที่เย็นยะเยือกลงมาจากยอดเขา เป็นภาพที่งดงามเกินจะบรรยายเมื่อยามอาทิตย์ทอแสงสุดท้าย เกิดเป็นประกายระยิบระยับที่สะท้อนเอาภาพอาคารบ้านเรือนสไตล์บารอคให้ปรากฏขึ้นบนผืนน้ำ และการที่มีฉากหลังของเทือกเขาแอลป์อันงดงาม ยิ่งทำให้อินส์บรู๊คนั้นมีเสน่ห์สมคำร่ำลือ เพียงลำพังแค่การนั่งเล่นอยู่ที่บริเวณ River Front ปล่อยใจให้โบยบินไปอย่างอิสระ ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติกของอินส์บรู๊ค ลมเย็นๆจากภูเขาที่เข้ามาปะทะหน้า จะทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นได้อย่างน่าแปลกใจ
หากเราเดินเล่นอยู่ ณ ถนนสายหลักของเมือง มาเรีย เทเรสเซียน ซตราสเซอ ( Maria-Theresien- Strasse ) ก็จะพบว่าตัวเรานั้นกำลังเดินย้อนกลับเข้าสู่กาลเวลาของอดีตกาล ด้วยอาคารสไตล์บารอคที่แสนงดงาม ยังคงได้รับการรักษาให้อยู่ในสภาพเดิมได้อย่างน่ายกย่อง สีลูกกวาดพาสเทลนั้นเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักเดินทางอย่างเราต้องหยุดเก็บภาพเป็นที่ระลึกตลอดเวลา การได้นั่งเล่นชิวล์ๆจิบกาแฟรสเลิศที่ร้านคาเฟ่ริมทางนั้น เป็นกิจกรรมที่ช่างเพลินเพลินใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่หากเราเดินเข้าสู่เมืองเก่าด้วยถนนสายเล็กๆที่ชื่อว่า แฮร์ซอก ฟริดริช ซตราสเซอ (Herzog-Friedrich-Strasse ) อันเป็นถนนที่แสนจะโรแมนติก เหมาะสำหรับคู่รักที่จะเดินจูงมือกันดื่มด่ำกับความงดงามของเมืองเก่า ร้านรวงที่มีขนาดกระทัดรัด แผงขายชีสที่เมื่อเห็นแล้วก็สุดแสนจะหักห้ามใจที่จะไม่ลิ้มลองไม่ได้ แต่ที่นักท่องเที่ยวต่างมะรุมมะตุ้มกันแน่นไปหมด ก็คงจะเป็นร้านคริสตัลชวาลอฟสกี้ ที่ ณ เมืองนี้ ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นสาขาที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของโลก มีสินค้าให้เลือกซื้อตั้งแต่ราคาไม่กี่ยูโร ไปจนถึงหลายพันยูโร

 

หากเราเดินต่อไปอีกซักนิด ก็จะเห็นผู้คนต่างเงยหน้ามองดูอะไรกันอยู่ที่อาคารหลังเก่าคลาสิค?? อ๋อ..เขาเหล่านั้นกำลังให้ความสนใจกับอาคารที่มีหลังคาทองคำนั่นเอง Goldenes Dachl อาคารเก่าแก่ในอดีตเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ทิโรล ที่นี่กษัตริย์แมกซิมิเลี่ยนที่ 1 กับพระนางมาเรียเทเรซ่า เคยใช้เป็นที่ประทับชมการแสดงของชาวเมือง หลังคาที่เราเห็นเป็นสีทองเหลืองอร่ามนั้น ทำขึ้นมาจากแผ่นทองแดงที่ชุบทองนั่นเอง นับเป็นสถานที่สุดฮิตของทุกคนที่จะต้องเดินมาเยี่ยมคาราวะเมื่อมาถึงอินส์บรู๊ค

Innsbruck-Austria-8 Innsbruck-Austria-9

แต่เสน่ห์ที่แท้จริงของอินส์บรู๊คนั้น น่าจะอยู่ที่ความมีอัธยาศัยไมตรีของชาวเมืองเชื้อสายทิโรลเสียมากกว่า เพราะความที่เป็นคนช่างพูดช่างคุย มีน้ำใจต่อคนแปลกหน้าพร้อมที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เมื่อต้องการ ล้วนทำให้นักท่องเที่ยวต่างก็หลงรักเมืองๆนี้เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตนเอง เคยมีนักเดินทางกล่าวไว้ว่า อินส์บรู๊คนั้นมีอาณาเขตที่ใกล้ชิดกับทั้งเยอรมัน สวิส และอิตาลี จึงทำให้หยิบเอาจุดเด่นของแต่ละเชื้อชาติมาไว้ในตัวเอง ความมีระเบียบวินัยแบบคนเยอรมัน มีชีวิตที่สนุกสนานแบบคนอิตาลี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบคนสวิส จึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ อินส์บรู๊ครายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่แสนงดงาม เทือกเขาแอลป์ที่สูงตระหง่าน แม่น้ำอินส์ที่ชุ่มช่ำหัวใจ ดอกไม้สีสวยสดใส หิมะสีขาวที่เย็นสุดขั้ว อาคารบ้านเรือนสีสดสวย ประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนผสมที่ทำให้อินส์บรู๊คเป็นดั่งสวรรค์ของนักเดินทาง ที่ต้องมาเยือนให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิต

บอร์โดซ์

ครั้งหนึ่งเคยเห็นภาพในหนังสือต่างประเทศเป็นรูปอาคารที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ประดับด้วยไฟสีเหลืองทองสว่างไสวไปทั่วทั้งอาคาร แต่ที่ดึงดูดสายตาให้ต้องหลงมนต์สะกดเป็นอย่างที่สุดก็คือ ภาพสะท้อนของอาคารที่ปรากฏอยู่บนสระน้ำเบื้องหน้า ตั้งแต่วันนั้นที่ได้เห็นภาพถ่ายเพียงแค่รูปเดียว มันฝังตรึงอยู่ในความทรงจำมิรู้ลืม และเมื่อเวลาได้หมุนเปลี่ยนผ่านไป เส้นทางของชีวิตสำหรับนักเดินทาง ก็ได้พานพบบรรจบกับภาพความทรงจำนั้นในชีวิตจริง…
บอร์โดซ์ เมืองหลวงแห่งไวน์ที่ตั้งอยู่ ณ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส นักเดินทางส่วนมาก มักจะมองข้ามความงดงามของธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นแห่งนี้ อันเนื่องจากสภาพภูมิประเทศจะเป็นพื้นที่ราบลุ่มที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเล มีแม่นำสายใหญ่ Garonne Rive ที่เปรียบเสมือนดั่งเส้นเลือดหล่อเลี้ยงให้บอร์โดซ์มีความอุดมสมบูรณ์
ด้วยความเหมาะสมของสภาพภูมิประเทศ พื้นดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เหมาะแก่การเพาะปลูก สายน้ำที่มีให้อย่างเหลือเฟือ จึงทำให้สถานที่แห่งนี้มีความสามารถในการเพาะปลูกองุ่นชั้นเลิศที่ใช้ในการผลิตไวน์รสเยี่ยม เป็นที่ต้องการของนักดื่มจากทั่วทุกมุมโลก หากเปรียบเทียบว่าที่นี่คือสวรรค์ของนักดื่มไวน์ ก็คงจะไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกินเลยความจริงไปแต่อย่างใด การได้นั่งรถท่องเที่ยวไปตามเขตชานเมืองของบอร์โดซ์ เสมือนว่าเราได้หลุดพ้นก้าวเข้าสู่โลกอีกมิติหนึ่ง โลกที่เต็มไปด้วยไร่องุ่นสุดลูกหูลูกตา
ถนนลาดยางสายเล็ก ที่ทอดตัวคดเคี้ยวเข้าสู่ไร่องุ่นนั้นดูเหมือนว่าจะทอดยาวไปจนไม่มีที่สิ้นสุด กิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนบอร์โดซ์คือการเข้าชมชาโตว์ที่มีอยู่มากมาย ชาโตว์เหล่านี้จะเปิดบริการให้แก่นักท่องเที่ยว ได้มีโอกาสเข้าไปดูขั้นตอนการผลิตไวน์อย่างใกล้ชิด
ถ้าจะให้ได้อัฐรสในการท่องเที่ยวจริงๆ ก็ควรเลือกชาโตว์ที่เป็นขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในไร่องุ่นชานเมือง เพราะเจ้าของชาโตว์จะเป็นคนลงมาพูดคุยกับเราด้วยตัวเอง ชิมไวน์ เคล้าโฮมเมดแฮมและชีส คนที่บอร์โดซ์จะให้ความเป็นกันเองต่อแขกผู้มาเยือนเสมอ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคในเรื่องของภาษาเข้ามาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะมาขวางกั้นมิตรภาพที่มีไวน์รสเลิศเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกัน
และเมื่อไปถึงแล้ว ก็ขาดเสียมิได้ที่จะต้องเลยเถิดไปจนถึง St Emilion เมืองเก่าสมัยยุคกลาง เป็นเมืองเล็กๆที่ผุดขึ้นมาอยู่ท่ามกลางไร่องุ่น มันช่างเป็นภาพที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด เมื่อนั่งรถพ้นโค้งถนนที่ถูกบดบังด้วยต้นองุ่นสุดลูกหูลูกตา แต่ในบัดดล หอระฆังโบสถ์สูงใหญ่ก็พลันปรากฏขึ้นแก่โสตสายตา มันสวยงามและลงตัวประดุจงานศิลป์ที่ศิลปินเอกบรรจงจัดวางไว้ได้อย่างลงตัว ณ ที่แห่งนี้ บาทหลวงโรมันสมัยศตวรรษที่สอง

 

เมื่อแรกเริ่มเดิมทีได้เข้ามาเพื่อเผยแผ่ศาสนา และก็ได้นำเอาวิชาการผลิตไวน์เข้ามายังดินแดนแถบนี้ จากนั้นก็ได้มีการสืบทอดวิทยายุทธ์กันมาหลายชั่วอายุคน วิหารแห่ง St.Emilion เปรียบเสมือนเพชรยอดมงกุฎแห่งบอร์โดซ์ และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเพื่อเก็บไว้ให้ลูกหลานของเราได้ชื่นชมต่อไป การได้เดินเล่น ณ ที่แห่งนี้เสมือนได้รับพรวิเศษจากพระเจ้า สายลมเย็นๆที่พัดผ่านร่างกาย ธรรมชาติที่โอบอุ้มรายรอบตัว ความงดงามของวิหาร ลานกว้างที่ใช้เป็นที่นั่งดื่มกินของแขกผู้มาเยือน ทุกสิ่งอย่างเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เหมาะเจาะจนยากจะหาสิ่งใดมาเทียบเคียง

 

ณ ที่บริเวณตัวเมืองหลวงของบอร์โดซ์เอง ก็มีเสน่ห์ของเมืองเก่าไว้คอยอวดโฉมเฉกเช่นเดียวกัน จัตุรัสใหญ่ใจกลางเมือง ที่เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ศูนย์รวมของการขนส่งทั้งปวง สถานีรถไฟรางที่แสนจะคึกคัก ร้านค้า ร้านอาหาร ถนนสายช้อปปิ้ง ที่นักท่องเที่ยวต่างพากันเดินชมอย่างไม่รู้เบื่อ แต่มนต์เสน่ห์ที่น่าหลงไหลจริงๆนั้นกลับอยู่ที่ด้านหน้าตัวเมืองเลาะเรียบริมแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงตัวเมือง Garonne Rive Front มันช่างเป็นเรื่องที่ชาญฉลาดเป็นอย่างยิ่งที่บอร์โดซ์ได้จัดทำพื้นที่ตลอดความยาวของแม่น้ำที่พาดผ่านเมืองให้เป็นสวนสาธารณะ เป็นพื้นที่ใช้สอยที่เปิดกว้างสำหรับทุกเพศทุกวัย

 

บ้างก็ออกเดินเล่นชมสถาปัตยกรรมของเมือง ดั่งเช่นริมฝั่งแม่น้ำแซนด์แห่งปารีส บ้างก็วิ่งออกกำลังกาย วัยรุ่นจับกลุ่มกันเต้นเบรคแดนซ์ ฮิปฮอบ แข่งกันโชว์ความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ แต่สวรรค์ของนักถ่ายภาพนั้นกลับไปอยู่ที่อาคาร Palais de la Bourse พระราชวังยุคกลางที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี

 

ซึ่งในปัจจุบันนั้นได้แปรสภาพมาเป็นอาคาร Stock Exchange แห่งบอร์โดซ์ และเมื่อยามย่ำมาถึง แสงไฟสีเหลืองทองอร่ามที่ได้รับการประดับประดาไว้อย่างวิจิตรบรรจง ก็ยิ่งเพิ่มสีสันให้แก่ River Front แห่งนี้ ภาพสะท้อนของอาคารที่ทอดประกายปรากฏอยู่บนพื้นน้ำเบื้องหน้านั้น ใช่แล้ว! มันคือภาพในความทรงจำที่ได้เคยพบเจอเมื่อครั้งอดีตกาล บอร์โดซ์ สวรรค์สำหรับทุกชนชั้น ที่มีแต่นักเดินทางที่มุ่งมั่นเท่านั้น ที่จะได้มีสิทธิได้พบเจอกับประสบการณ์ที่เงินทองก็แลกไม่ได้ หากไม่ออกวิ่งเพื่อไขว่คว้ามัน

มานาโรล่า

เมืองสวรรค์แห่งซิงเกว์ แตร์เร่ ที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศอิตาลี เป็น 1 ใน 5 หมู่บ้านของลิกูเรียที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก ด้วยความที่หมู่บ้านนั้นตั้งอยู่บนเขาสูงและบ้านเรือนได้รับการปลูกสร้างลดหลั่นตามความชันของลาดเนินเขา จึงทำให้เกิดเป็นแลนด์สเคปที่สวยงาม ประกอบกับสีพาสเทลอันสดใสที่แต่งแต้มให้มานาโรล่านั้นเป็นดั่งหมู่บ้านในการ์ตูนของวอลซ์ดิสนีย์ก็ไม่ปาน
จากหมู่บ้านชาวประมงที่เล็กที่สุดของแคว้น แต่กลับกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดให้นักเดินทางจากทั่วโลกต่างก็อยากที่จะมาเยือน ณ หมู่บ้านแห่งนี้ให้ได้ซักครั้งหนึ่ง กิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวเมื่อมาถึงที่นี่ก็คือการเดินชมเมืองไปตามถนนสายเล็กที่ลัดเลาะตัดผ่านตัวเมืองไปตามความลานชัน เป็นบรรยากาศที่สุดแสนจะเพลิดเพลิน ถึงแม้ว่าจุดน่าสนใจต่างๆจะไม่ได้มีมากมายเหมือนกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ แต่ในทางกลับกัน มันคือสิ่งเล็กๆที่เพิ่มมนต์เสน่ห์ให้แก่มานาโรล่า ความเรียบง่าย วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน แต่งแต้มสีสันด้วยความงดงามของบ้านเรือน ก็ทำให้เราสามารถมีวันดีๆที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไม่ยากเย็น
ในฤดูร้อนจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเยือนมานาโรล่า กิจกรรมสุดโปรดของคนที่นี่ก็คือการเดินเทรคกิ้ง ผ่านภูเขาสูงที่รายล้อมสถานที่แห่งนี้ไปยังหมู่บ้านข้างเคียง ท่านจะได้ชื่นชมกับทัศนีย์ภาพที่สวยงามของธรรมชาติ ความเงียบสงบของป่าเขา มันจะช่วยหยุดความว้าวุ่นต่างๆที่เราเผชิญมาได้อย่างวิเศษที่เดียว
หรือเพียงแค่คุณเดินผ่านจัตุรัส Capellini ก็อย่าได้พลาดที่จะหาที่นั่งชิวๆเพื่อชมความงามของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จิบไวน์ท้องถิ่นรสเลิศ Sciacchetra รอดูฉากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่งดงามประดุจภาพวาด เพียงเท่านี้มันก็คุ้มค่ากับวันดีๆที่สมบูรณ์แบบอีกวันหนึ่งในชีวิตคุณ

Cinque Terre

ชิงเคว เทเร (Cinque Terre)

ประเทศอิตาลีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มักจะอยู่ในรายการสิ่งที่ต้องทำก่อนวายชนม์ของนักเดินทางทั่วโลก แต่จะเชื่อหรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่นั้นมักจะพาตัวเองไปจบลงที่โรม มิลาน ฟรอเรนซ์ หรือไม่ก็เวนิส ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะโดยพื้นฐานของคนทั่วๆไปก็มักจะเลือกไปในสถานที่ๆตนเองนั้นรู้สึกคุ้นเคย หรือชื่อเรียกขานที่มักจะได้รับฟังมาจากสื่อต่างๆ แต่สำหรับนักเดินทางที่พิถีพิถันนั้น ก็มักจะวางแผนการเดินทางให้ลึกซึ้งกว่าคนธรรมดาทั่วไป เพราะเขาเหล่านั้น มิใช่เป็นเพียงแค่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปตามโปรแกรมที่บริษัททัวร์ต่างๆได้จัดเตรียมไว้ให้ แต่ความอิ่มเอมใจมันอยู่ตรงที่ได้พาตัวเองไปในสถานที่ๆมีความพิเศษ และคนน้อยคนนักที่จะดั้นด้นเข้าไปถึงมันได้ รางวัลแห่งความพยายาม คือความภาคภูมิใจและความอิ่มเอมในความงดงามของสถานที่นั่นเอง

 

Cinque Terre อ่านว่า ชิงเคว เทเร หรือแปลในความหมายตามภาษาอังกฤษก็คือ The Five Land แดนมหัศจรรย์ทั้ง 5 ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นดินแดนแห่งความงดงาม หมู่บ้านเล็กๆ 5 หมู่บ้านที่ซ่อนตัวเองอยู่ห่างไกลจากสายตาของคนภายนอก แผ่นดินที่ยากจะเข้าถึงได้โดยง่าย หากแต่ต้องใช้ความพยายาม ประกอบกับจิตใจที่เด็ดเดี่ยวเพื่อให้ได้มากับสิ่งที่พิเศษที่สุดเป็นรางวัล

หมู่บ้านเล็กๆ 5 หมู่บ้านที่ตั้งเรียงอยู่มิห่างกันนัก อันประกอบไปด้วย Monterosso al Mare (มอนเตรอสโซ อัล มาเร), Vernazza (เวร์นาซซา), Corniglia (คอร์นีเลีย) , Manarola (มานาโรลา) และ Riomaggiore (ริโอมัจจอร์เร) อันด้วยทำเลที่ตั้งของทั้งห้าหมู่บ้าน ทั้งหมดอยู่บนภูเขาสูง โดนมีหน้าผาสูงชัน และทะเลกว้างใหญ่เป็นฉากหน้า ทำให้มีความสวยงามประดุจดังภาพวาดของจิตกรชื่อดัง แต่อีกนัยหนึ่ง การเข้าถึงหมู่บ้านเหล่านี้ทำได้อย่างยากลำบากยิ่งนัก เพราะถนนสายเล็กที่เต็มไปด้วยความธุระกันดาร การเกิดดินถล่มอันเนื่องมาจากความชื้นของฝนฟ้า ที่มักจะเป็นอุปสรรคต่อนักเดินทางที่ไม่ศึกษาอย่างถ่องแท้ อีกทั้งเส้นทางการเดินทางที่จบลงกลางทางก่อนที่จะถึงตัวเมืองที่ใกล้ที่สุดถึงครึ่งไมล์ จึงเป็นอุปสรรคสำหรับผู้คนจากภายนอกในการที่จะเข้าไปให้ถึงเพชรกลางมงกุฎเม็ดนี้ยิ่งนัก แต่ในแง่ดีก็คือ หมู่บ้านทั้งห้า ยังคงสภาพดั้งเดิมของมันมาได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใด ที่มันจะได้รับการคุ้มครองจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกสืบต่อไป

หากเป็นนักเดินทางที่เชี่ยวชาญ ก็จะวางแผนการเดินทางของตนโดยอาศัยรถไฟจากเมือง Spezia เพื่อเดินทางไปยังซิงเคว เทเร ได้โดยตรง เพราะมันมีความสะดวกและปลอดภัยกว่าการขับรถฝ่าอันตรายผ่านถนนแคบๆซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าการโดยสารรถไฟเสียด้วยซ้ำ และเมื่อท่านเดินทางไปถึง ณ จุดหมายปลายทางแล้ว รถยนต์ก็ไม่ใช่สิ่งที่ท่านจำเป็นจะต้องใช้อีกต่อไป เพราะกิจกรรมหลักของคนที่นั่น คือการเดินสำรวจหมู่บ้านต่างๆผ่านไปยังเส้นทางเดินป่าสายเล็กๆ ที่ลัดเลาะไปตามภูเขาสูงชัน ความเพลิดเพลินของการเดินป่า ณ ที่แห่งนี้ มิใช่ด้วยความยากที่ท้าทายของเส้นทาง แต่กลับเป็นความงดงามของป่าเขา และท้องทะเล ที่มีการผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว

บ้านเรือนที่ปลูกด้วยอิฐ ทอดตัวไปตามไหล่หน้าผาริมทะเล สีสันจัดจ้านที่บรรจงแต่งแต้มลงบนผนัง ประหนึ่งว่าบ้านเรือนเหล่านั้นมีชีวิตเป็นของตนเอง และต้องการหลอกล่อให้ผู้คนต้องหลงใหลกับความงดงามของมันยามเมื่อได้พบเจอ แต่จะมีใครรู้บ้างหรือไม่ว่า แท้ที่จริงแล้ว ด้วยเหตุผลง่ายๆที่ชาวบ้านท้องถิ่นที่ประกอบอาชีพทำประมงเลี้ยงชีพ ต้องทาสีบ้านตนเองให้โดดเด่นกว่าใคร ก็เพราะยามเมื่อออกทะเลไกล จะได้มองเห็นและจดจำบ้านตนเองได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถสังเกตเห็นแต่ไกลได้อีกด้วยว่า ภรรยาคนสวยของตนนั้นยังอยู่ดีมีสุขหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าขัน ที่เหตุผลของเขาเหล่านั้น ส่งผลให้หมู่บ้านทั้งห้า มีความงดงาม แปลกตา จนส่งให้มันมีชื่อเสียงขจรไกล ไปสู่นักเดินทางที่อยู่ห่างไกล ต้องดั้นด้นมาซักครั้งหนึ่งในชีวิต ซิงเคว เทเร ดินแดนมหัศจรรย์ทั้ง 5 แห่งอิตาลี

Colmar

กอลมาร์ (Colmar)

หากใครที่ชื่นชอบเวนิสแห่งอิตาลี รับรองได้ว่าถ้ามีโอกาสได้มาเยือนกอลมาร์ ท่านจะต้องตกหลุมรักเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ในแคว้นอัลซาสทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสแห่งนี้ ด้วยการที่มีชายแดนติดกับประเทศเยอรมัน จึงทำให้กอลมาร์พลอยได้รับอิทธิพลมาจากเยอรมันไปโดยปริยาย อาคารบ้านเรือนที่ได้รับการอนุรักษ์มาเป็นอย่างดีตั้งแต่ยุคกลาง เป็นบ้านสไตล์เยอรมันแท้ๆ สร้างด้วยไม้ที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้หลากสีที่ตั้งอยู่บนระเบียงบ้าน ลำคลองที่พาดผ่านตัวเมืองนั้นเป็นอะไรที่สุดแสนจะโรแมนติก มีหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่นิยมดั้นด้นมาจนถึงกอลมาร์เพื่อทำพิธีแต่งงานและสาบานว่าจะรักกันไปจนวันตาย

 

กอลมาร์นั้นนอกจากจะมีความงดงามตามธรรมชาติที่ล้อมรอบไปด้วยไร่องุ่น อันเนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน จึงทำให้ที่นี่ถูกใช้เป็นสถานที่เพาะปลูกองุ่นพันธ์ดีเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตไวน์รสเลิศแห่งอัลซาส จนได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองหลวงของไวน์แห่งอัลซาสเลยทีเดียว “Capitale des vins d’Alsace”
มนต์เสน่ห์ของกอลมาร์ยังมีมากไปกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมที่ยังคงสภาพเป็นเมืองโบราณเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น พิพิธภัณฑ์ โบสถ์ น้ำพุ รูปปั้น ห้องสมุด ต่างก็เป็นองค์ประกอบที่กลมกล่อมในการสร้างสรรค์ให้กอลมาร์นั้นมีชื่อเสียงขจรขยายออกไปได้ไกลว่าจะจินตนาการ

 

ความสวยงามของลำคลองและบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งนั้น งดงามจนทำให้ที่นี่ได้รับฉายาว่าเป็นเวนิสน้อยกระนั้นเชียว การได้นั่งเรือชมเมือง ถือว่าเป็นวิธีการที่แยบยลที่จะได้เห็นมุมมองที่แปลกตา อีกทั้งยังได้รับความรู้และความเพลินเพลินจากไกด์นำทางท้องถิ่นที่สอดแทรกมุขตลกที่สุดแสนจะเป็นธรรมชาติ น้อยคนนักที่จะทราบว่า ณ เมืองเล็กๆที่ห่างไกลแสงสีเช่นนี้จะเป็นแหล่งกำเนิดของศิลปินที่ยิ่งใหญ่อย่าง เฟรเดริก โอกุสต์บาร์ตอลดี ผู้ออกแบบอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพที่ตั้งอวดโฉมความยิ่งใหญ่อยู่ที่มหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกานั่นเอง
กอลมาร์นั้นโชคดีที่รอดพ้นจากการทำลายล้างของสงครามกลางเมืองปฏิวัติฝรั่งเศสและมหาสงครามโลกครั้งที่สอง จึงทำให้ทุกอย่างยังคงอยู่ในที่ในทางอย่างที่มันควรจะเป็นตั้งแต่ยุคกลาง การได้เดินเล่นชมเมืองแบบไม่เร่งรีบถือว่าเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเติมเต็มความสุนทรียะให้แก่ตัวเอง Maison des Tetes
อาคารยุคเรเนอซองส์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดของกอลมาร์ยังคงอวดโฉมของมันที่สร้างจากไม้และได้รับการตกแต่งที่สวยงาม Maison Pfister ที่มีอายุมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ประดับไปด้วยภาพวาดบนกำแพงที่สุดแสนอลังการ อีกทั้ง St. Martin Church โบสถ์ยุคกลางที่สร้างจากอิฐสีชมพูที่ดูสวยแปลกตา และสำหรับผู้ที่รักศิลปะของเก่า กอลมาร์ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์ไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกมากมาย หากท่านเป็นนักเดินทางอีกคนหนึ่ง ที่ต้องการจะหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ แต่ถวิลหาความเงียบสงบของตัวเมือง ธรรมชาติอันแสนงดงามที่โอบล้อมตัวเรา ศิลปะวัฒนะธรรมที่ยังคงได้รับการรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพดั้งเดิม กอลมาร์คือที่ๆท่านไม่ควรจะพลาดจากการมาเยือนให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิต ดื่มด่ำ เสพสุข และทิ้งทุกอย่างไว้เหมือนเดิม เพื่อให้นักเดินทางรุ่นหลัง ได้พบพานกับประสบการณ์ที่สุดแสนวิเศษเยี่ยงเรา

อะโครโพลิส (Acropolis)

กรีซดินแดนแห่งเทพเจ้า ใครจะไปเชื่อหากมีใครซักคนเดินมาบอกว่ากรีซนั้นมีเทพเจ้ามากกว่า 300 องค์??? นับเฉพาะเทพที่มีความสำคัญระดับต้นๆที่อาศัยอยู่บนยอดเขาโอลิมปัสก็มีถึง 12 องค์แล้ว และเมื่อเอ่ยถึงกรีซย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องมาเยือนสถานที่แห่งนี้ กรุงเอเธนส์ เมืองที่เป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีอายุเกือบสามพันปี หากเรากล่าวถึง Acropolis หลายคนอาจจะยังมีความเข้าใจผิดว่ามันหมายถึงวิหารที่ตั้งอยู่ที่ด้านบนสุดของยอดเขาสูง เปล่าเลย เพราะวิหารสองหลังที่ตั้งอยู่ด้านบนนั้นแท้จริงแล้ว มันคือ Parthenon และ Nike มหาวิหารที่เป็นศูนย์รวมของชาวเอเธนส์ต่างหาก

แล้ว Acropolis นั้นมันคืออะไรกันแน่?? เมื่อเราพูดถึง Acropolis เราจะหมายถึงบริเวณทั้งหมดที่ประกอบไปด้วยภูเขาสูงอันเป็นที่ตั้งของ Parthenon และ Nike รวมถึงโรงละครที่อยู่ต่ำลงมา อีกทั้งยังมีสวนสวยร่มรื่นที่อยู่ด้านล่างของเชิงเขา Acropolis นั้นหมายถึงจุดที่สูงสุดของเอเธนส์ที่ชาวเมืองพร้อมใจกันสร้างวิหาร Parthenon เพื่อน้อมถวายเป็นเครื่องสักการะแก่องค์เทพ The Athena เทพผู้ปกครองเอเธนส์Acropolis Greece 4
นิยายปรัมปราได้กล่าวไว้ว่า ครั้นเมื่อชาวเอเธนส์เริ่มสร้างเมืองแต่ยังไม่รู้ว่าควรจะเรียกเมืองที่ตนเองสร้างขึ้นมาใหม่นั้นว่าอะไรดี เทพโปเซดอนจึงได้สร้างม้านักรบเพื่อให้เป็นของขวัญแก่ประชาชน ส่วนเทพเอเธียน่าผู้ซึ่งเป็นหลานสาวของโปเซดอน ได้บรรจงสร้างต้นมะกอกเพื่อมอบเป็นของขวัญแทนคำจากใจ ตั้งแต่นั้นมาชาวเมืองจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพราะมะกอกกลายเป็นสินค้าที่ทำรายได้ให้แก่ชาวเมืองมหาศาล ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงความรักที่ชาวเมืองมีต่อเทพเอเธียน่า จึงได้สร้างวิหาร Parthenon ไว้ที่ด้านบนของ Acropolis และเรียกชื่อเมืองใหม่นี้ว่าเอเธนส์ จากเรื่องเล่าสืบต่อกันมา Acropolis จึงเป็นดั่งเสมือนศูนย์รวมของคนทั้งชาติ เป็นศูนย์กลางแห่งการปกครอง และองค์ความรู้ทั้งมวล

หากเราได้ขึ้นไปยืน ณ ที่ยอดบนสุดของ Acropolis เราจะสามารถสัมผัสได้ถึงความเข้มขลังของสิ่งต่างๆที่รายล้อมตัวเรา บ้านเรือนที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา แสดงถึงพลังอำนาจอันกล้าแข็งของ Acropolis ที่คอยปกป้องคุ้มกันชาวเอเธนส์จากผองภัยทั้งปวง แต่ถึงกระนั้น ตลอดช่วงอายุขัยของมันกว่าสองพันหกร้อยปี Acropolis ได้ผ่านศึกสงครามมาอย่างโชกโชน วิหาร Parthenon ได้ถูกทำลายลงถึงสามครั้งสามคราจากศัตรูตัวฉกาจของกรีซ นั่นก็คือพวกเปอร์เซียนั่นเองAcropolis Greece 6
ที่บริเวณด้านล่างของ Acropolis เราจะพบกับเมืองเก่า Plaka อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสินค้าพื้นเมือง ราคาย่อมเยา ถนนสายเล็ก ที่ตัดลัดเลาะไปตลอดตัวเมืองจากถนนสายหลักไปจนถึงโบสถ์เก่าแก่ที่ตั้งอยู่อีกฝากฝั่งของ Acropolis ร้านค้าตั้งเรียงรายละลานตา

การเดินชมสินค้าจากร้านหนึ่งสู่อีกร้านหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าเพลิดเพลินใจเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่เมื่อรู้ตัวอีกครั้ง ท่านอาจจะสับสนว่าเรานั้นเริ่มต้นเดินมาจาก ณ จุดใด แต่ท่านไม่ต้องตื่นตระหนก เพียงแต่หันหลังเดินกลับมาที่ฝั่งตรงข้าม ไม่ว่าจะเดินเข้าสู่ถนนสายใด มันก็จะนำท่านกลับมาสู่ถนนสายหลักเส้นเดิมอยู่ดี

การได้เดินเล่นบริเวณรอบๆ Acropolis เป็นช่วงเวลาที่น่าบันเทิงใจเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่ได้นั่งจิบกาแฟจากคาเฟ่ริมถนน ปล่อยให้เวลาเดินไปอย่างเชื่องช้า มองดูผู้คนผ่านไปมา ก็เป็นความสุขที่ยากจะหาอะไรมาเทียบเคียง

Nuremberg

นูเรมเบิร์ก เมืองแห่งเทพนิยายของเยอรมัน

นูเรมเบิร์ก (Nuremberg)

นูเรมเบิร์กนั้นได้รับสมญานามว่าเมืองแห่งเทพนิยายของเยอรมัน หากใครเป็นคนที่ชื่นชอบความสวยงามของธรรมชาติ ขุนเขาสลับซับซ้อน ปราสาทราชวังแบบในการ์ตูน ทางเดินโรยกรวด ปูหินแบบยุคกลาง โบสถ์สวยเก่าแก่ หิมะที่ปกคลุมขาวโพลนไปทั่วทั้งเมือง ต้องที่นี่เลยเพราะนูเรมเบิร์กนั้นเสมือนดังเมืองแห่งเทพนิยายที่ได้รับการรักษาเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์
แต่ก่อนที่จะมาอยู่ในสภาพในปัจจุบันนี้ ใครจะไปเชื่อว่าเมืองที่งดงามดั่งรูปวาดจะเคยเข้าสู่ศูนย์กลางแห่งไฟสงคราม?? ฮิตเลอร์ได้ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นกองบัญชาการทางการทหารเพื่อต่อสู่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมืองทั้งเมืองก็กระโดดเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ จนในที่สุดก็โดนสัมพันธ์มิตรถล่มเสียยับเยิน ต้องชื่นชมชาวเมืองนูเรมเบิร์กและคนเยอรมันทั้งประเทศที่ร่วมมือร่วมใจกันกอบกู้เมืองให้กลับมาอยู่ในสภาพใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด
นูเรมเบิร์กนั้นเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ของแคว้นบาวาเรีย เป็นเมืองในยุคกลางที่สามารถย้อนอดีตกลับไปได้จนถึงศตวรรษที่ 10 ยุคจักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ และยังเป็นศูนย์กลางของชาวโรมันที่ยังคงทิ้งอดีตต่างๆ ไว้ให้ดูต่างหน้าอยู่ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นถนนตั้งแต่ยุคกลางที่เอาหินก้อนใหญ่มาปูทำพื้น บ้านเรือนที่ปลูกสร้างสไตล์โรมัน
ต่อมาก็พัฒนามาเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้า การอุตสาหกรรม มีกษัตริย์ปกครองที่นี่มาก่อน เพราะฉะนั้นเราก็จะสามารถพบเห็นปราสาทแสนสวยอยู่บนเนินเขาได้ทั่วไปในเขตแคว้นนี้ ปราสาทนูเรมเบิร์กหรือ Kaiserburg Castle ปราสาทในเทพนิยายตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ท่ามกลางหมู่ป่าสนที่รายล้อมป้องกันภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัย เมื่อขึ้นไปชมที่ด้านบนปราสาทก็จะทำให้อดเคลิบเคลิ้มไม่ได้ว่าเรานั้นเสมือนเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายของปราสาทแห่งนี้
ในยามฤดูหนาวก็จะมีหิมะปกคลุมไปทั่ว เกิดความสวยงามแบบเหงาๆ ส่วนในฤดูร้อน ดอกไม้ที่นี่จะแย่งกันชูช่อให้เหล่าแมลงมาเชยชม ณ บริเวณตัวเมืองเก่า ถนนทางเดินจะปูหินแบบยุคกลาง ทำให้อดนึกถึงวันเวลาในอดีตของเมืองนี้ไม่ได้ อาคารรัฐสภาที่มีสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค บ้านเรือนนั้นเป็นแบบทิวดอร์ดูสวยงามรับกับโบสถ์สไตล์โกธิคที่ดูอลังการ โบสถ์ประจำเมืองที่อยู่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ณ ที่แห่งนี้มีให้ดูกันอย่างไม่รู้เบื่อ ไม่ว่าจะเป็น โบสถ์เนต์ลอเรนซ์ ที่มีน้ำพุสวยที่ชื่อ Schoner Brunnen น้ำพุที่นี่หากใครต้องการอธิษฐานก็ให้หมุนแหวนที่น้ำพุ 3 ครั้ง ก็จะได้สมใจ โบสถ์เซนต์อลิซาเบ็ต หรือว่าจะเป็น โบสถ์เซนต์คลาร่าก็มีความงดงามไม่แพ้กันNuremberg-Germany-8
เครดิตภาพโดย : Perati Komson / Shutterstock.com
ตลาดคริสมาสก็เป็นอีกแหล่งที่จะได้สัมผัสชีวิตคนท้องถิ่น ถ้านูเรมเบิร์กเป็นหนังสือ เนื้อหาในเล่มนั้นก็จะมีเรื่องราวทั้งเจ้าหญิงเจ้าชาย สนุกสนาน สงครามเศร้าเคล้าน้ำตา แต่สุดท้ายก็จะจบลงอย่างมีความสุขเหมือนเทพนิยายที่เราชอบอ่านในวัยเยาว์ นูเรมเบิร์กเมืองที่มีมนต์สะกดของความงามและอดีตที่รุ่งเรือง จนเราอดไม่ได้ที่จะหลงรักมัน

ซาลซ์บูร์ก

ซาลซ์บูร์ก (Salzburg)

หากท่านเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่อง Sound of Music ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐีที่มีลูกหลายคน แต่สอนลูกมาแบบผิดๆ ลูกมีนิสัยแข็งกร้าว แต่ต่อมาได้จ้างพี่เลี้ยงที่เป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย นิสัยอ่อนน้อมน่ารักและเธอก็ได้เข้ามาอบรมบ่มนิสัยให้เด็กๆเสียใหม่ จนกลายเป็นคนจิตใจดีรักในเสียงเพลง เชื่อเหลือเกินว่าท่านจะต้องชอบในวิวทิวทัศน์ของสถานที่ๆใช้ถ่ายทำ เพราะเป็นสวนสวย ดอกไม้หลากสี มีฉากหลังเป็นภูเขา แม่น้ำที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเมืองซาลซ์บูร์กนี่เองที่ผู้กำกับใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่องจนทำให้เมืองมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ดังขนาดไหน? ก็ดังขนาดที่มีบริษัททัวร์จัดให้มีการตามรอยภาพยนตร์ Sound of Music กันเลยทีเดียว!!!
เมืองซาลซ์บูร์กนั้นถ้าจะให้แปลตามตัวก็ต้องบอกว่าหมายถึงปราสาทแห่งเหมืองเกลือ อันเนื่องมาจาก ณ ที่แห่งนี้อุดมไปด้วยเหมืองเกลือซึ่งเมื่อสมัยยุคกลางนั้น เกลือมีค่ามากเสียกว่าทองคำด้วยซ้ำไป จึงทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ที่นี่มีความกินดีอยู่ดี เข้าขั้นคนมั่งมีของประเทศกันเลย อาร์ชบิชอปผู้ครองนครจึงมีอำนาจบารมีเป็นอย่างมาก ใครๆก็ต้องพากันมาคารวะเพราะต้องการสมบัติที่ท่านครอบครองอยู่อย่างเกลือนี่เอง

 

ป้อมโฮเฮนซาลซ์บูร์ก (Festung Hohensalzburg) เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของอำนาจทางโลกของอาร์ชบิชอปเกบฮาร์ด ( Erzbischof Gebhard) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1077 เพื่อเป็นที่พำนักหลวงและป้องกันข้าศึก แต่มาสร้างเสร็จในปีค.ศ. 1681 ปัจจุบันได้รับการยกย่องว่าเป็นป้อมปราการซึ่งหลงเหลือความสมบูรณ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในมีตำหนักใหญ่ คุกใต้ดิน ห้องทรมานนักโทษ สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือเตาผิงที่ปูด้วยกระเบื้องที่มีความทนทานมาตั้งแต่ปี 1501 ที่ตั้งอยู่ในห้องทอง ( Golden room ) และในห้องยังมีภาพเขียนจากคัมภีร์ไบเบิลอีกด้วย ตั้งแต่แรกเมื่อไปถึงซาลซ์บูร์กนั้น เราไม่มีทางพลาดความยิ่งใหญ่และสง่างามของป้อมปราการนี้อย่างเด็ดขาด เพราะมันเป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและมองเห็นได้แต่ไกล

หากเราขึ้นไปยืนอยู่บนปราสาทแล้วมองลงมายังเมือง ก็จะพบว่าซาลซ์บูร์กนั้นเป็นเมืองเล็กๆแต่มีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง แม่น้ำซาลส์ซักค์ที่แบ่งซาลซ์บูร์กออกเป็นฝั่งซ้ายและฝั่งขวา แม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสายหลักที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชุมชนให้อุดมสมบูรณ์ น้ำในแม่น้ำจะเป็นสีเขียวมรกตอันเนื่องมาจากแร่ธาตุที่มีอยู่มากมาย ที่ก้นแม่น้ำจะเป็นหินก้อนเล็กๆ ดังนั้นน้ำจะใสแจ๋วจนเราอยากจะลงไปเดินแช่เล่นให้เย็นใจ ระดับน้ำก็ไม่ได้ลึกอะไร บางช่วงลึกแค่หัวเข่า แต่จะไหลแรงเพราะไหลมาจากภูเขาสูง แค่ได้นั่งฟังเสียงน้ำไหลอย่างเดียวก็สุขใจเกินพอ การได้เดินเที่ยวเล่นในซาลซ์บูร์กนั้นสามารถทำได้ง่ายดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกๆสถานที่จะอยู่ในระยะที่เราเดินถึงแบบสบายๆ อากาศของที่นี่ก็เย็นสบายตลอดทั้งปี ถึงแม้ว่าจะเป็นฤดูร้อนก็ตามที

ซาลซ์บูร์กนั้นไม่ใช่แค่จะมีชื่อเสียงเฉพาะเรื่องเหมืองเกลือเพียงเท่านั้น แต่หากยังเป็นสถานที่เกิดของนักดนตรีและกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกเลยทีเดียว เขาผู้นั้นก็คือ วูฟกังก์ อมาเดอุส โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) ที่เรานั้นรู้จักและคุ้นหูเพลงของเขากันมาตั้งแต่ยังเด็กๆ รูปปั้นของโมสาร์ท ยังตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่จัตุรัสโมสาร์ทให้เราไปร่วมชื่นชมในความเป็นอัจฉริยะภาพของเขา

ถนนสายหลักของเมือง ถนนเกไทรเดร้( Getreidegasse) เป็นถนนสายเล็กที่มีความงดงามมาก เพราะบ้านเรือนสองฝั่งถนนจะเป็นอาคารโบราณสไตล์เรเนซองส์ตอนปลายและบารอคตอนต้น จึงทำให้สถาปัตยกรรมที่เราเห็นนั้นมีความอลังการด้วยรายละเอียดมากมาย แต่ที่น่ารักเป็นที่สุดก็คือ ป้ายของร้านค้าที่ถนนสายนี้จะได้รับการบรรจงสร้างจากเหล็กดัดเป็นรูปทรงที่ไม่ซ้ำแบบกันเลย ร้านใครร้านมันออกแบบให้เข้ากับร้านของตัวเอง ถนนสายนี้คือสวรรค์ของนักช้อป เพราะเป็นที่ตั้งของร้านแบรนด์เนมจากทุกมุมโลกที่ท่านต้องการ ที่ปลายถนนด้านหนึ่งก่อนที่จะไปถึงแม่น้ำ จะมีร้านไอศกรีมและเบเกอร์รี่ตั้งอยู่ตรงหัวโค้ง ซึ่งที่นี่จะมีเค้กและไอศกรีมรสเลิศไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เหนื่อยล้าจากการชมเมือง

 

หากใครเป็นผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะสถาปัตยกรรมแบบบารอค มหาวิหารแห่งเมืองซาลซ์บูร์ก ( Salzburg Cathedral ) นับว่าเป็นสถานที่ๆต้องเข้าไปเยี่ยมชมให้ได้ และหากอยากจะตามรอยภาพยนตร์ Sound of Music ก็ต้องเดินไปที่ สวนมิราเบล ( Mirabell Garden)
เป็นสวนสไตล์บารอคเช่นเดียวกัน ความงดงามนั้นยากจะบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือ เพราะคงไม่สามารถสรรหาคำใดมาเปรียบเปรยให้เห็นภาพได้เท่ากับการต้องมาเห็นด้วยตาตนเองซักครั้งหนึ่ง นอกจากความงดงามของสถาปัตยกรรมและธรรมชาติแล้ว ซาลซ์บูร์กยังมีช้อปปิ้งเอาท์เล็ทขนาดใหญ่มาก แม็กอาเธอร์ เกล็น ที่จะทำให้คุณผู้หญิงสามารถใช้เวลาเป็นวันๆที่จะเพลิดเพลินกับสินค้าราคาโรงงานและยังสามารถขอภาษีคืนได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า ซาลส์บวร์กนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลกันเข้ามาเยี่ยมเยียน อันเนื่องมาจากความน่ารัก และสิ่งละอันพันละน้อยที่ประกอบกันขึ้นมา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเสน่ห์ที่น่าติดตามและค้นหา สำหรับนักเดินทางที่ยังไม่มีโอกาสได้ผ่านพบกับซาลซ์บูร์ก ก็ยังไม่ถือว่าชีวิตแห่งการค้นหาของเรานั้นเติมเต็มครบถ้วนกระบวนความแล้วได้…

Oslo

ออสโล (Oslo) เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ เป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่าหกแสนคน และยังเป็นเมืองที่ได้รับการจัดอันดับไม่ว่าจะจากสถาบันใด หรือเมื่อไหร่ ก็เป็นเมืองที่ได้รับฉันทามติว่ามีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะประชาชนที่อาศัยอยู่ ณ ที่เมืองหลวงแห่งนี้ ต่างก็มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรัฐสวัสดิการที่รัฐบาลเอาใจใส่ดูแลประชาชน ถ้าหากมีโอกาสได้ไปเดินเล่นอยู่ใจกลางเมืองหลวง ก็จะมีความรู้สึกเสมือนว่าเรากำลังเดินอยู่ท่ามกลางป่าใหญ่

 

เพราะที่นี่ให้ความสนใจในการอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ มีต้นไม้ร่มรื่นแทบจะทั่วทุกหัวระแหง สำหรับคนที่รักการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจ ขอบอกเลยว่า หากได้ไปปั่นในสวนจักรยานฮาเฟลซักครั้ง รับรองว่าจะติดใจจนอยากจะกลับมาแล้วให้หน่วยงานที่ประเทศเราได้จัดทำสวนสวยอย่างนี้ขึ้นมาบ้าง

แต่ปรากฏการณ์ใหม่ของออสโลที่ทำให้นักท่องเที่ยวต้องตื่นตาตื่นใจกันจริงๆ คงจะหนีไม่พ้นโรงละครโอเปร่าเฮาส์แห่งใหม่ของเมืองที่ได้รับการออกแบบมาได้อย่างสุดแสนจะวิจิตร โรงละครแห่งนี้ถูกออกแบบให้ดูเหมือนธารน้ำแข็งยักษ์โผล่ขึ้นมาจากน้ำ มีสะพานที่ลาดเอียงสีขาวโพลน เป็นภาพที่ใครๆ ก็ต้องชักภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่ความตื่นเต้นจริงๆ นั้นอยู่ที่การได้ขึ้นไปเดินตามทางเดินที่ลาดเอียงไปบนหลังคาของโรงละครต่างหาก เพราะเรื่องแบบนี้ใช่ว่าเราจะพบเห็นได้ทุกวันเสียที่ไหน
จากมุมสูงสุดของอาคารโอเปร่า เราสามารถชมวิวทิวทัศน์ของออสโลได้อย่างเต็มตา และสิ่งที่น่าประทับใจพอๆ กันกับตัวอาคารก็คือรูปปติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าของอาคาร ปติมากรรมที่มีชื่อว่า She Lies

 

และเมื่อมาถึงออสโลทั้งทีก็ต้องไปแวะชมสวนสาธารณะที่สวยที่สุดของออสโลที่ชื่อว่า Vigeland Parken เป็นสวนที่เปิดให้เข้าชมฟรี แต่ความอลังการของมันอยู่ที่รูปปั้นฝีมือของศิลปิน Gustav Vigeland ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างผลงานมากถึง 212 ชิ้นตั้งประดับไว้ตลอดตามความยาวของสวนสวย

 

คนที่ชื่นชอบงานศิลปะแบบนี้คงต้องใช้เวลากันนานกว่าจะเดินดูได้ครบทุกชิ้น ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดน่าจะได้แก่เสาหินที่เป็นรูปคนแกะสลักอยู่บนเสาสูงนั้นจนไม่มีที่ว่างเหลืออยู่เลย เป็นงานฝีมือที่ศิลปินต้องใช้ความอดทนสูงมาก
สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ผู้มาเยือนออสโลไม่ควรพลาดเด็ดขาดนั่นก็คือพิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้ง เพราะที่นี่ถือว่าเป็นรากเหง้าของพวกเขาเลยทีเดียว มีซากเรือโบราณที่ได้ขุดพบแล้วนำกลับมาประกอบจากเศษซากเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ให้เป็นลำเรือที่เกือบจะสมบูรณ์
มันมีความขลังและน่าชื่นชมคนโบราณเมื่อครั้งในอดีตกาลที่มีความกล้าหาญเป็นยิ่งนักในการออกเดินเรือข้ามมหาสมุทร ฝ่าคลื่นลมด้วยเรือไม้เหล่านี้ บางครั้งหลักฐานเพียงแค่เศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ ก็สามารถทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นรุ่นหลัง ปะติดปะต่อเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับบรรพชนของตัวเองได้เช่นกัน

 

นอกจากนี้ออสโลยังมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามไว้รอต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเราอีกด้วย หากเราออกเดินจาก Karl Johans gate ถนนสายหลักของกรุงออสโล แล้วเดินตรงยาวไปจนเจอ Konggelige Slott หรือ Royal Palace พระราชวังของกษัตริย์นอร์เวย์ที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นที่ประทับของ King Charles ที่ 3 ตัวพระราชวังนั้นถึงจะดูไม่ใหญ่โตอลังการงานสร้างเฉกเช่นเดียวกับพระราชวังแวร์ซายน์ แต่ก็มีความคลาสสิคในแบบของตัวเอง
ถึงแม้ว่าออสโลจะมีค่าครองชีพที่สูงเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่นั่นก็หาได้เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวของเราไม่ เพราะด้วยขนาดของตัวเมืองหลวงแห่งนี้ไม่ได้มีความใหญ่โตอะไร การเดินทางไปสถานที่ต่างๆก็ทำได้อย่างง่ายดาย ทั้งระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม จึงทำให้เราไม่ต้องใช้เวลานานมากนักในการท่องเที่ยวให้ครบทุกสถานที่ ระยะเวลาในการชมเมืองให้ครบหรือใกล้เคียงกับคำว่าครบ ก็ไม่น่าเกินหนึ่งวันหรือหนึ่งวันครึ่งเพียงเท่านั้น ออสโลมีสิ่งละอันพันละน้อยไว้คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนทุกคน

 

ไม่ว่าจะเป็น Akershus Slott og festning หรือ Akershus Fortress แนวป้อมปราการโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1290 หรือถนนสายช้อปปิ้ง Aker Brygge ยอดนิยมของคนทุกเพศทุกวัยที่รายล้อมด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และสิ่งบันเทิงมากมาย
เมื่อมาถึงออสโลแล้ว รับรองว่าทุกคนจะได้รับการดูแลให้ได้รับความบันเทิงเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาที่อยู่ ณ ที่เมืองหลวงแห่งนี้

Lake Como

ทะเลสาบโคโม่ (Lake Como)

ถ้าเราเรียกชื่อโคโม่เฉยๆ สำหรับคนอิตาลีก็จะหมายถึงเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งของทะเลสาบแสนสวยที่ชื่อว่าทะเลสาบโคโม่ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าเราต้องการหมายถึงสถานที่ใด จะเป็นเมืองโคโม่ หรือว่าเป็นทะเลสาบ เพราะสำหรับคนที่นี่ ทะเลสาบโคโม่ไม่เคยถูกเรียกด้วยชื่อเพียงอย่างเดียว
เมืองโคโม่นั้นเป็นเมืองเล็กๆที่มีความงดงาม บ้านเรือนปลูกสร้างในสไตล์ของวิลล่าและบ้านพักต่างอากาศ ของผู้มีอันจะกิน สิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนให้มาที่สถานที่แห่งนี้ก็คือตัวทะเลสาบโคโม่นั่นเอง

ทะเลสาบนี้เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งและทิ้งน้ำไว้จำนวนมากเมื่ออุณหภูมิของโลกเริ่มอบอุ่นขึ้น จนกลายเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสามของอิตาลี มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 146 ตารางกิโลเมตร ความลึกของพื้นน้ำนั้นลึกถึง 400 เมตร จึงทำให้มันเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปเลย แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือที่ก้นทะเลสาบนั้น มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 200 เมตร

ทะเลสาบโคโม่นั้นเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับเศรษฐีร่ำรวยและชนชั้นสูงมาตั้งแต่ยุคโรมัน จวบจนถึงปัจจุบัน ทะเลสาบโคโม่ก็ยังเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญเพราะมีทัศนียภาพที่สวยงามจากเทือกเขาสลับซับซ้อนที่รายล้อมโอบกอดทะเลสาบเอาไว้

ดังนั้นจึงมีเหล่าคนดังจากทั่วโลกที่มาซื้อหาจับจองบ้านพักต่างอากาศของตนเองไว้ ณ ทะเลสาบแห่งนี้ เนื่องจากขนาดที่ใหญ่โตของทะเลสาบ ที่บริเวณริมฝั่งจึงมีหมู่บ้านเล็กๆตั้งอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโคโม่ หรือ เบลลาจิโอเป็นต้น จุดเด่นอีกประการหนึ่งที่สร้างความสวยงามแปลกตาให้กับสถานที่ก็คือสีสันของบ้านเรือนที่นี่จะใช้สีสดใสแสบตา แต่ดูกลมกลืนเข้ากับทะเลสาบสีน้ำเงินเข้ม และป่าเขาสีเขียวได้อย่างน่าประหลาดใจ

ทะเลสาบโคโม่นั้นได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่มีความสวยงามมากที่สุดของยุโรปเลยทีเดียว หากท่านได้ผ่านมาเยือนซักครั้ง ก็จะไม่ใช่เรื่องประหลาดใจใดๆหากท่านจะต้องมนต์สะกด และหลงรักมัน ทะเลสาบโคโม่