คลังเก็บหมวดหมู่: ประเทศอิตาลี

มานาโรล่า

เมืองสวรรค์แห่งซิงเกว์ แตร์เร่ ที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศอิตาลี เป็น 1 ใน 5 หมู่บ้านของลิกูเรียที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก ด้วยความที่หมู่บ้านนั้นตั้งอยู่บนเขาสูงและบ้านเรือนได้รับการปลูกสร้างลดหลั่นตามความชันของลาดเนินเขา จึงทำให้เกิดเป็นแลนด์สเคปที่สวยงาม ประกอบกับสีพาสเทลอันสดใสที่แต่งแต้มให้มานาโรล่านั้นเป็นดั่งหมู่บ้านในการ์ตูนของวอลซ์ดิสนีย์ก็ไม่ปาน
จากหมู่บ้านชาวประมงที่เล็กที่สุดของแคว้น แต่กลับกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดให้นักเดินทางจากทั่วโลกต่างก็อยากที่จะมาเยือน ณ หมู่บ้านแห่งนี้ให้ได้ซักครั้งหนึ่ง กิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวเมื่อมาถึงที่นี่ก็คือการเดินชมเมืองไปตามถนนสายเล็กที่ลัดเลาะตัดผ่านตัวเมืองไปตามความลานชัน เป็นบรรยากาศที่สุดแสนจะเพลิดเพลิน ถึงแม้ว่าจุดน่าสนใจต่างๆจะไม่ได้มีมากมายเหมือนกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ แต่ในทางกลับกัน มันคือสิ่งเล็กๆที่เพิ่มมนต์เสน่ห์ให้แก่มานาโรล่า ความเรียบง่าย วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน แต่งแต้มสีสันด้วยความงดงามของบ้านเรือน ก็ทำให้เราสามารถมีวันดีๆที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไม่ยากเย็น
ในฤดูร้อนจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเยือนมานาโรล่า กิจกรรมสุดโปรดของคนที่นี่ก็คือการเดินเทรคกิ้ง ผ่านภูเขาสูงที่รายล้อมสถานที่แห่งนี้ไปยังหมู่บ้านข้างเคียง ท่านจะได้ชื่นชมกับทัศนีย์ภาพที่สวยงามของธรรมชาติ ความเงียบสงบของป่าเขา มันจะช่วยหยุดความว้าวุ่นต่างๆที่เราเผชิญมาได้อย่างวิเศษที่เดียว
หรือเพียงแค่คุณเดินผ่านจัตุรัส Capellini ก็อย่าได้พลาดที่จะหาที่นั่งชิวๆเพื่อชมความงามของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จิบไวน์ท้องถิ่นรสเลิศ Sciacchetra รอดูฉากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่งดงามประดุจภาพวาด เพียงเท่านี้มันก็คุ้มค่ากับวันดีๆที่สมบูรณ์แบบอีกวันหนึ่งในชีวิตคุณ

Cinque Terre

ชิงเคว เทเร (Cinque Terre)

ประเทศอิตาลีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มักจะอยู่ในรายการสิ่งที่ต้องทำก่อนวายชนม์ของนักเดินทางทั่วโลก แต่จะเชื่อหรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่นั้นมักจะพาตัวเองไปจบลงที่โรม มิลาน ฟรอเรนซ์ หรือไม่ก็เวนิส ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะโดยพื้นฐานของคนทั่วๆไปก็มักจะเลือกไปในสถานที่ๆตนเองนั้นรู้สึกคุ้นเคย หรือชื่อเรียกขานที่มักจะได้รับฟังมาจากสื่อต่างๆ แต่สำหรับนักเดินทางที่พิถีพิถันนั้น ก็มักจะวางแผนการเดินทางให้ลึกซึ้งกว่าคนธรรมดาทั่วไป เพราะเขาเหล่านั้น มิใช่เป็นเพียงแค่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปตามโปรแกรมที่บริษัททัวร์ต่างๆได้จัดเตรียมไว้ให้ แต่ความอิ่มเอมใจมันอยู่ตรงที่ได้พาตัวเองไปในสถานที่ๆมีความพิเศษ และคนน้อยคนนักที่จะดั้นด้นเข้าไปถึงมันได้ รางวัลแห่งความพยายาม คือความภาคภูมิใจและความอิ่มเอมในความงดงามของสถานที่นั่นเอง

 

Cinque Terre อ่านว่า ชิงเคว เทเร หรือแปลในความหมายตามภาษาอังกฤษก็คือ The Five Land แดนมหัศจรรย์ทั้ง 5 ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นดินแดนแห่งความงดงาม หมู่บ้านเล็กๆ 5 หมู่บ้านที่ซ่อนตัวเองอยู่ห่างไกลจากสายตาของคนภายนอก แผ่นดินที่ยากจะเข้าถึงได้โดยง่าย หากแต่ต้องใช้ความพยายาม ประกอบกับจิตใจที่เด็ดเดี่ยวเพื่อให้ได้มากับสิ่งที่พิเศษที่สุดเป็นรางวัล

หมู่บ้านเล็กๆ 5 หมู่บ้านที่ตั้งเรียงอยู่มิห่างกันนัก อันประกอบไปด้วย Monterosso al Mare (มอนเตรอสโซ อัล มาเร), Vernazza (เวร์นาซซา), Corniglia (คอร์นีเลีย) , Manarola (มานาโรลา) และ Riomaggiore (ริโอมัจจอร์เร) อันด้วยทำเลที่ตั้งของทั้งห้าหมู่บ้าน ทั้งหมดอยู่บนภูเขาสูง โดนมีหน้าผาสูงชัน และทะเลกว้างใหญ่เป็นฉากหน้า ทำให้มีความสวยงามประดุจดังภาพวาดของจิตกรชื่อดัง แต่อีกนัยหนึ่ง การเข้าถึงหมู่บ้านเหล่านี้ทำได้อย่างยากลำบากยิ่งนัก เพราะถนนสายเล็กที่เต็มไปด้วยความธุระกันดาร การเกิดดินถล่มอันเนื่องมาจากความชื้นของฝนฟ้า ที่มักจะเป็นอุปสรรคต่อนักเดินทางที่ไม่ศึกษาอย่างถ่องแท้ อีกทั้งเส้นทางการเดินทางที่จบลงกลางทางก่อนที่จะถึงตัวเมืองที่ใกล้ที่สุดถึงครึ่งไมล์ จึงเป็นอุปสรรคสำหรับผู้คนจากภายนอกในการที่จะเข้าไปให้ถึงเพชรกลางมงกุฎเม็ดนี้ยิ่งนัก แต่ในแง่ดีก็คือ หมู่บ้านทั้งห้า ยังคงสภาพดั้งเดิมของมันมาได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใด ที่มันจะได้รับการคุ้มครองจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกสืบต่อไป

หากเป็นนักเดินทางที่เชี่ยวชาญ ก็จะวางแผนการเดินทางของตนโดยอาศัยรถไฟจากเมือง Spezia เพื่อเดินทางไปยังซิงเคว เทเร ได้โดยตรง เพราะมันมีความสะดวกและปลอดภัยกว่าการขับรถฝ่าอันตรายผ่านถนนแคบๆซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าการโดยสารรถไฟเสียด้วยซ้ำ และเมื่อท่านเดินทางไปถึง ณ จุดหมายปลายทางแล้ว รถยนต์ก็ไม่ใช่สิ่งที่ท่านจำเป็นจะต้องใช้อีกต่อไป เพราะกิจกรรมหลักของคนที่นั่น คือการเดินสำรวจหมู่บ้านต่างๆผ่านไปยังเส้นทางเดินป่าสายเล็กๆ ที่ลัดเลาะไปตามภูเขาสูงชัน ความเพลิดเพลินของการเดินป่า ณ ที่แห่งนี้ มิใช่ด้วยความยากที่ท้าทายของเส้นทาง แต่กลับเป็นความงดงามของป่าเขา และท้องทะเล ที่มีการผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว

บ้านเรือนที่ปลูกด้วยอิฐ ทอดตัวไปตามไหล่หน้าผาริมทะเล สีสันจัดจ้านที่บรรจงแต่งแต้มลงบนผนัง ประหนึ่งว่าบ้านเรือนเหล่านั้นมีชีวิตเป็นของตนเอง และต้องการหลอกล่อให้ผู้คนต้องหลงใหลกับความงดงามของมันยามเมื่อได้พบเจอ แต่จะมีใครรู้บ้างหรือไม่ว่า แท้ที่จริงแล้ว ด้วยเหตุผลง่ายๆที่ชาวบ้านท้องถิ่นที่ประกอบอาชีพทำประมงเลี้ยงชีพ ต้องทาสีบ้านตนเองให้โดดเด่นกว่าใคร ก็เพราะยามเมื่อออกทะเลไกล จะได้มองเห็นและจดจำบ้านตนเองได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถสังเกตเห็นแต่ไกลได้อีกด้วยว่า ภรรยาคนสวยของตนนั้นยังอยู่ดีมีสุขหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าขัน ที่เหตุผลของเขาเหล่านั้น ส่งผลให้หมู่บ้านทั้งห้า มีความงดงาม แปลกตา จนส่งให้มันมีชื่อเสียงขจรไกล ไปสู่นักเดินทางที่อยู่ห่างไกล ต้องดั้นด้นมาซักครั้งหนึ่งในชีวิต ซิงเคว เทเร ดินแดนมหัศจรรย์ทั้ง 5 แห่งอิตาลี

Lake Como

ทะเลสาบโคโม่ (Lake Como)

ถ้าเราเรียกชื่อโคโม่เฉยๆ สำหรับคนอิตาลีก็จะหมายถึงเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งของทะเลสาบแสนสวยที่ชื่อว่าทะเลสาบโคโม่ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าเราต้องการหมายถึงสถานที่ใด จะเป็นเมืองโคโม่ หรือว่าเป็นทะเลสาบ เพราะสำหรับคนที่นี่ ทะเลสาบโคโม่ไม่เคยถูกเรียกด้วยชื่อเพียงอย่างเดียว
เมืองโคโม่นั้นเป็นเมืองเล็กๆที่มีความงดงาม บ้านเรือนปลูกสร้างในสไตล์ของวิลล่าและบ้านพักต่างอากาศ ของผู้มีอันจะกิน สิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนให้มาที่สถานที่แห่งนี้ก็คือตัวทะเลสาบโคโม่นั่นเอง

ทะเลสาบนี้เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งและทิ้งน้ำไว้จำนวนมากเมื่ออุณหภูมิของโลกเริ่มอบอุ่นขึ้น จนกลายเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสามของอิตาลี มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 146 ตารางกิโลเมตร ความลึกของพื้นน้ำนั้นลึกถึง 400 เมตร จึงทำให้มันเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปเลย แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือที่ก้นทะเลสาบนั้น มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 200 เมตร

ทะเลสาบโคโม่นั้นเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับเศรษฐีร่ำรวยและชนชั้นสูงมาตั้งแต่ยุคโรมัน จวบจนถึงปัจจุบัน ทะเลสาบโคโม่ก็ยังเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญเพราะมีทัศนียภาพที่สวยงามจากเทือกเขาสลับซับซ้อนที่รายล้อมโอบกอดทะเลสาบเอาไว้

ดังนั้นจึงมีเหล่าคนดังจากทั่วโลกที่มาซื้อหาจับจองบ้านพักต่างอากาศของตนเองไว้ ณ ทะเลสาบแห่งนี้ เนื่องจากขนาดที่ใหญ่โตของทะเลสาบ ที่บริเวณริมฝั่งจึงมีหมู่บ้านเล็กๆตั้งอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโคโม่ หรือ เบลลาจิโอเป็นต้น จุดเด่นอีกประการหนึ่งที่สร้างความสวยงามแปลกตาให้กับสถานที่ก็คือสีสันของบ้านเรือนที่นี่จะใช้สีสดใสแสบตา แต่ดูกลมกลืนเข้ากับทะเลสาบสีน้ำเงินเข้ม และป่าเขาสีเขียวได้อย่างน่าประหลาดใจ

ทะเลสาบโคโม่นั้นได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่มีความสวยงามมากที่สุดของยุโรปเลยทีเดียว หากท่านได้ผ่านมาเยือนซักครั้ง ก็จะไม่ใช่เรื่องประหลาดใจใดๆหากท่านจะต้องมนต์สะกด และหลงรักมัน ทะเลสาบโคโม่

Venice

“เวนิส” (ภาษาอังกฤษ: Venice) หรือ เวเนเซีย (ภาษาอิตาลี: Venezia)

เป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี มีประชากร 271,663 คน (ข้อมูลวันที่ 1 มกราคม 2547) เมืองเวนิสได้รับฉายามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ราชินีแห่งทะเลเอเดรียติก (Queen of the Adriatic), เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water), เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges) และเมืองแห่งแสงสว่าง (The City of Light)

 

เมืองเวนิส เป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของประเทศอิตาลี. นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสได้ถึงความตื่นตาตื่นใจในรูปแบบสถาปัตยกรรม สถานที่, กิจกรรมต่างๆ และ งานเทศกาลประจำเมือง เมืองเวนิสถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลเอเดรียติก ในภาคเหนือของประเทศอิตาลี ทะเลสาบน้ำเค็มนี้ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งระหว่างปากแม่น้ำโปกับแม่น้ำปลาวี เวนิชเป็นเมืองที่มีการใช้คลองในการคมนาคมมากที่สุด มีอาคาร ร้าน บ้านเมืองตั้งอยูริมคลอง มีเรือบริการในการเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ของเมืองมีการบริการท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ธรรมชาติของ 2 ฝั่งคลองโดยทางเรือ นับเป็นเมืองที่คลองมากกว่าถนนอีกเมืองหนึ่งของโลก

นับเป็นหนึ่งในสุดยอดเมืองแห่งความโรแมนติก มีมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้หลงใหล ขุมสมบัติแห่งสถาปัตยกรรมโบราณแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นบนเกาะมากกว่า 188 เกาะและเชื่อมโยงถึงกันด้วยสะพานมากกว่า 400 แห่งจึง ไม่เหมือนเมืองใดๆในโลกซึ่งคุณเคยสัมผัสมาก่อน เวนิสเป็นเมืองที่ใช้เรือแทนรถ ใช้คลองแทนถนน เรือท้องแบนลำยาวที่เป็นดั่งสัญลักษณ์อันมีชื่อเสียงของเมือง เรียกว่า เรือกอนโดล่า
เนื่องจากเมืองแห่งนี้ใช้การเดินทางทางเรือเป็นหลัก เวนิสจีงไม่มีความวุ่นวายหรือเสียงดังจากรถยนต์ คุณสามารถเพลิดเพลินกับการเดินชมเมืองหรือนั่งเรือชมเมืองที่เงียบสงบด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลาย ไปกับสิ่งน่าสนใจต่างๆ อีกมากมายให้ค้นหาได้เป็นวันๆ หรือตลอดทั้งสัปดาห์ ไม่ว่าคุณจะเคยเห็นความงดงามของเวนิสผ่านทางภาพยนตร์มาสักกี่ครั้ง แต่เวนิสในความเป็นจริงมีเสน่ห์และความน่าประทับใจมากว่าที่คุณจะสามารถจินตนาการถึง ดินแดนที่เย็นสบาย สงบ มีทั้งแสงแดดที่ดูอบอุ่น และหมอกสีขาวบางตาอยู่ทั่วทุกแห่ง เมืองที่บูรณะใหม่ในยุคฟื้นฟูศิลปะที่มีสีสันสวยงามราวแต่งแต้มด้วยมือศิลปิน เมืองที่เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญ เช่น มหาวิหารสังฆราชแห่งซันมาร์โก และวังดูคาเล่

เวนิสเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความลับของประวัติศาสตร์ให้ค้นหา และเต็มไปด้วยเรื่องราวอันสุดแสนโรแมนติก ในแวดวงวรรณกรรม เวนิส เป็นที่รู้จักจาก เรื่อง พ่อค้าแห่งเวนิส บทประพันธ์ของ วิลเลียม เชคสเปียร์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงนำมาประพันธ์เป็นบทละครชื่อ เวนิสวานิช แต่บทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงก้องโลกที่สุด คือ Romeo and Juliet เชื่อกันว่า เวนิส เป็นถิ่นกำเนิดของทั้งคู่ ทั้งเส้นทางแห่งสายน้ำ สถาปัตยกรรมอันคลาสสิก กอปรกับตำนานรักอมตะ ส่งเสริมให้ เวนิส เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่โรแมนติกที่สุดในโลก เนื่องจากตั้งอยู่ทางตอนเหนือทำให้เวนิสมีอากาศเย็นสบาย มีปริมาณน้ำฝนคงที่ตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากที่สุดได้แก่ ในช่วง 10 วันของเทศกาลคาร์นิวาลหน้ากาก ระหว่างดือนกุมภาพันธ์ และช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน การเดินทางมาที่แห่งนี้นับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่หาสิ่งใดเปรียบมิได้ ครั้งหนึ่งในชีวิตถ้าได้มีโอกาสมาสักครั้ง ที่นี่ “เวนิส”