คลังเก็บหมวดหมู่: ประเทศออสเตรีย

อินส์บรู๊ค

เมื่อแรกที่ได้มีโอกาสมาเยือนอินส์บรู๊คนั้น ถึงกับต้องอุทานกับตัวเองเลยว่า โอ้ว! นี่มันใกล้เคียงกับสวรรค์ที่สุดแล้วหล่ะ เพราะ ณ ที่สถานที่แห่งนี้ถูกโอบกอดด้วยเทือกเขาแอลป์ที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ที่ด้านบนของภูเขาจะถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลนตลอดทั้งปี เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจใดๆหากที่นี่คือสวรรค์ของนักสกี สกีรีสอร์ทดีๆมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในอินส์บรู๊ค

 

แต่เสน่ห์ที่น่าหลงใหลของที่แห่งนี้ กลับเป็นตัวเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ด้านล่าง โดยมีแม่น้ำอินส์ Inn เป็นแม่น้ำสายหลักที่พัดพาเอาสายน้ำที่เย็นยะเยือกลงมาจากยอดเขา เป็นภาพที่งดงามเกินจะบรรยายเมื่อยามอาทิตย์ทอแสงสุดท้าย เกิดเป็นประกายระยิบระยับที่สะท้อนเอาภาพอาคารบ้านเรือนสไตล์บารอคให้ปรากฏขึ้นบนผืนน้ำ และการที่มีฉากหลังของเทือกเขาแอลป์อันงดงาม ยิ่งทำให้อินส์บรู๊คนั้นมีเสน่ห์สมคำร่ำลือ เพียงลำพังแค่การนั่งเล่นอยู่ที่บริเวณ River Front ปล่อยใจให้โบยบินไปอย่างอิสระ ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติกของอินส์บรู๊ค ลมเย็นๆจากภูเขาที่เข้ามาปะทะหน้า จะทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นได้อย่างน่าแปลกใจ
หากเราเดินเล่นอยู่ ณ ถนนสายหลักของเมือง มาเรีย เทเรสเซียน ซตราสเซอ ( Maria-Theresien- Strasse ) ก็จะพบว่าตัวเรานั้นกำลังเดินย้อนกลับเข้าสู่กาลเวลาของอดีตกาล ด้วยอาคารสไตล์บารอคที่แสนงดงาม ยังคงได้รับการรักษาให้อยู่ในสภาพเดิมได้อย่างน่ายกย่อง สีลูกกวาดพาสเทลนั้นเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักเดินทางอย่างเราต้องหยุดเก็บภาพเป็นที่ระลึกตลอดเวลา การได้นั่งเล่นชิวล์ๆจิบกาแฟรสเลิศที่ร้านคาเฟ่ริมทางนั้น เป็นกิจกรรมที่ช่างเพลินเพลินใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่หากเราเดินเข้าสู่เมืองเก่าด้วยถนนสายเล็กๆที่ชื่อว่า แฮร์ซอก ฟริดริช ซตราสเซอ (Herzog-Friedrich-Strasse ) อันเป็นถนนที่แสนจะโรแมนติก เหมาะสำหรับคู่รักที่จะเดินจูงมือกันดื่มด่ำกับความงดงามของเมืองเก่า ร้านรวงที่มีขนาดกระทัดรัด แผงขายชีสที่เมื่อเห็นแล้วก็สุดแสนจะหักห้ามใจที่จะไม่ลิ้มลองไม่ได้ แต่ที่นักท่องเที่ยวต่างมะรุมมะตุ้มกันแน่นไปหมด ก็คงจะเป็นร้านคริสตัลชวาลอฟสกี้ ที่ ณ เมืองนี้ ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นสาขาที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของโลก มีสินค้าให้เลือกซื้อตั้งแต่ราคาไม่กี่ยูโร ไปจนถึงหลายพันยูโร

 

หากเราเดินต่อไปอีกซักนิด ก็จะเห็นผู้คนต่างเงยหน้ามองดูอะไรกันอยู่ที่อาคารหลังเก่าคลาสิค?? อ๋อ..เขาเหล่านั้นกำลังให้ความสนใจกับอาคารที่มีหลังคาทองคำนั่นเอง Goldenes Dachl อาคารเก่าแก่ในอดีตเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ทิโรล ที่นี่กษัตริย์แมกซิมิเลี่ยนที่ 1 กับพระนางมาเรียเทเรซ่า เคยใช้เป็นที่ประทับชมการแสดงของชาวเมือง หลังคาที่เราเห็นเป็นสีทองเหลืองอร่ามนั้น ทำขึ้นมาจากแผ่นทองแดงที่ชุบทองนั่นเอง นับเป็นสถานที่สุดฮิตของทุกคนที่จะต้องเดินมาเยี่ยมคาราวะเมื่อมาถึงอินส์บรู๊ค

Innsbruck-Austria-8 Innsbruck-Austria-9

แต่เสน่ห์ที่แท้จริงของอินส์บรู๊คนั้น น่าจะอยู่ที่ความมีอัธยาศัยไมตรีของชาวเมืองเชื้อสายทิโรลเสียมากกว่า เพราะความที่เป็นคนช่างพูดช่างคุย มีน้ำใจต่อคนแปลกหน้าพร้อมที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เมื่อต้องการ ล้วนทำให้นักท่องเที่ยวต่างก็หลงรักเมืองๆนี้เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตนเอง เคยมีนักเดินทางกล่าวไว้ว่า อินส์บรู๊คนั้นมีอาณาเขตที่ใกล้ชิดกับทั้งเยอรมัน สวิส และอิตาลี จึงทำให้หยิบเอาจุดเด่นของแต่ละเชื้อชาติมาไว้ในตัวเอง ความมีระเบียบวินัยแบบคนเยอรมัน มีชีวิตที่สนุกสนานแบบคนอิตาลี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบคนสวิส จึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ อินส์บรู๊ครายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่แสนงดงาม เทือกเขาแอลป์ที่สูงตระหง่าน แม่น้ำอินส์ที่ชุ่มช่ำหัวใจ ดอกไม้สีสวยสดใส หิมะสีขาวที่เย็นสุดขั้ว อาคารบ้านเรือนสีสดสวย ประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนผสมที่ทำให้อินส์บรู๊คเป็นดั่งสวรรค์ของนักเดินทาง ที่ต้องมาเยือนให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิต

ซาลซ์บูร์ก

ซาลซ์บูร์ก (Salzburg)

หากท่านเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่อง Sound of Music ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐีที่มีลูกหลายคน แต่สอนลูกมาแบบผิดๆ ลูกมีนิสัยแข็งกร้าว แต่ต่อมาได้จ้างพี่เลี้ยงที่เป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย นิสัยอ่อนน้อมน่ารักและเธอก็ได้เข้ามาอบรมบ่มนิสัยให้เด็กๆเสียใหม่ จนกลายเป็นคนจิตใจดีรักในเสียงเพลง เชื่อเหลือเกินว่าท่านจะต้องชอบในวิวทิวทัศน์ของสถานที่ๆใช้ถ่ายทำ เพราะเป็นสวนสวย ดอกไม้หลากสี มีฉากหลังเป็นภูเขา แม่น้ำที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเมืองซาลซ์บูร์กนี่เองที่ผู้กำกับใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่องจนทำให้เมืองมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ดังขนาดไหน? ก็ดังขนาดที่มีบริษัททัวร์จัดให้มีการตามรอยภาพยนตร์ Sound of Music กันเลยทีเดียว!!!
เมืองซาลซ์บูร์กนั้นถ้าจะให้แปลตามตัวก็ต้องบอกว่าหมายถึงปราสาทแห่งเหมืองเกลือ อันเนื่องมาจาก ณ ที่แห่งนี้อุดมไปด้วยเหมืองเกลือซึ่งเมื่อสมัยยุคกลางนั้น เกลือมีค่ามากเสียกว่าทองคำด้วยซ้ำไป จึงทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ที่นี่มีความกินดีอยู่ดี เข้าขั้นคนมั่งมีของประเทศกันเลย อาร์ชบิชอปผู้ครองนครจึงมีอำนาจบารมีเป็นอย่างมาก ใครๆก็ต้องพากันมาคารวะเพราะต้องการสมบัติที่ท่านครอบครองอยู่อย่างเกลือนี่เอง

 

ป้อมโฮเฮนซาลซ์บูร์ก (Festung Hohensalzburg) เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของอำนาจทางโลกของอาร์ชบิชอปเกบฮาร์ด ( Erzbischof Gebhard) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1077 เพื่อเป็นที่พำนักหลวงและป้องกันข้าศึก แต่มาสร้างเสร็จในปีค.ศ. 1681 ปัจจุบันได้รับการยกย่องว่าเป็นป้อมปราการซึ่งหลงเหลือความสมบูรณ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในมีตำหนักใหญ่ คุกใต้ดิน ห้องทรมานนักโทษ สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือเตาผิงที่ปูด้วยกระเบื้องที่มีความทนทานมาตั้งแต่ปี 1501 ที่ตั้งอยู่ในห้องทอง ( Golden room ) และในห้องยังมีภาพเขียนจากคัมภีร์ไบเบิลอีกด้วย ตั้งแต่แรกเมื่อไปถึงซาลซ์บูร์กนั้น เราไม่มีทางพลาดความยิ่งใหญ่และสง่างามของป้อมปราการนี้อย่างเด็ดขาด เพราะมันเป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและมองเห็นได้แต่ไกล

หากเราขึ้นไปยืนอยู่บนปราสาทแล้วมองลงมายังเมือง ก็จะพบว่าซาลซ์บูร์กนั้นเป็นเมืองเล็กๆแต่มีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง แม่น้ำซาลส์ซักค์ที่แบ่งซาลซ์บูร์กออกเป็นฝั่งซ้ายและฝั่งขวา แม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสายหลักที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชุมชนให้อุดมสมบูรณ์ น้ำในแม่น้ำจะเป็นสีเขียวมรกตอันเนื่องมาจากแร่ธาตุที่มีอยู่มากมาย ที่ก้นแม่น้ำจะเป็นหินก้อนเล็กๆ ดังนั้นน้ำจะใสแจ๋วจนเราอยากจะลงไปเดินแช่เล่นให้เย็นใจ ระดับน้ำก็ไม่ได้ลึกอะไร บางช่วงลึกแค่หัวเข่า แต่จะไหลแรงเพราะไหลมาจากภูเขาสูง แค่ได้นั่งฟังเสียงน้ำไหลอย่างเดียวก็สุขใจเกินพอ การได้เดินเที่ยวเล่นในซาลซ์บูร์กนั้นสามารถทำได้ง่ายดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกๆสถานที่จะอยู่ในระยะที่เราเดินถึงแบบสบายๆ อากาศของที่นี่ก็เย็นสบายตลอดทั้งปี ถึงแม้ว่าจะเป็นฤดูร้อนก็ตามที

ซาลซ์บูร์กนั้นไม่ใช่แค่จะมีชื่อเสียงเฉพาะเรื่องเหมืองเกลือเพียงเท่านั้น แต่หากยังเป็นสถานที่เกิดของนักดนตรีและกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกเลยทีเดียว เขาผู้นั้นก็คือ วูฟกังก์ อมาเดอุส โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) ที่เรานั้นรู้จักและคุ้นหูเพลงของเขากันมาตั้งแต่ยังเด็กๆ รูปปั้นของโมสาร์ท ยังตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่จัตุรัสโมสาร์ทให้เราไปร่วมชื่นชมในความเป็นอัจฉริยะภาพของเขา

ถนนสายหลักของเมือง ถนนเกไทรเดร้( Getreidegasse) เป็นถนนสายเล็กที่มีความงดงามมาก เพราะบ้านเรือนสองฝั่งถนนจะเป็นอาคารโบราณสไตล์เรเนซองส์ตอนปลายและบารอคตอนต้น จึงทำให้สถาปัตยกรรมที่เราเห็นนั้นมีความอลังการด้วยรายละเอียดมากมาย แต่ที่น่ารักเป็นที่สุดก็คือ ป้ายของร้านค้าที่ถนนสายนี้จะได้รับการบรรจงสร้างจากเหล็กดัดเป็นรูปทรงที่ไม่ซ้ำแบบกันเลย ร้านใครร้านมันออกแบบให้เข้ากับร้านของตัวเอง ถนนสายนี้คือสวรรค์ของนักช้อป เพราะเป็นที่ตั้งของร้านแบรนด์เนมจากทุกมุมโลกที่ท่านต้องการ ที่ปลายถนนด้านหนึ่งก่อนที่จะไปถึงแม่น้ำ จะมีร้านไอศกรีมและเบเกอร์รี่ตั้งอยู่ตรงหัวโค้ง ซึ่งที่นี่จะมีเค้กและไอศกรีมรสเลิศไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เหนื่อยล้าจากการชมเมือง

 

หากใครเป็นผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะสถาปัตยกรรมแบบบารอค มหาวิหารแห่งเมืองซาลซ์บูร์ก ( Salzburg Cathedral ) นับว่าเป็นสถานที่ๆต้องเข้าไปเยี่ยมชมให้ได้ และหากอยากจะตามรอยภาพยนตร์ Sound of Music ก็ต้องเดินไปที่ สวนมิราเบล ( Mirabell Garden)
เป็นสวนสไตล์บารอคเช่นเดียวกัน ความงดงามนั้นยากจะบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือ เพราะคงไม่สามารถสรรหาคำใดมาเปรียบเปรยให้เห็นภาพได้เท่ากับการต้องมาเห็นด้วยตาตนเองซักครั้งหนึ่ง นอกจากความงดงามของสถาปัตยกรรมและธรรมชาติแล้ว ซาลซ์บูร์กยังมีช้อปปิ้งเอาท์เล็ทขนาดใหญ่มาก แม็กอาเธอร์ เกล็น ที่จะทำให้คุณผู้หญิงสามารถใช้เวลาเป็นวันๆที่จะเพลิดเพลินกับสินค้าราคาโรงงานและยังสามารถขอภาษีคืนได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า ซาลส์บวร์กนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลกันเข้ามาเยี่ยมเยียน อันเนื่องมาจากความน่ารัก และสิ่งละอันพันละน้อยที่ประกอบกันขึ้นมา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเสน่ห์ที่น่าติดตามและค้นหา สำหรับนักเดินทางที่ยังไม่มีโอกาสได้ผ่านพบกับซาลซ์บูร์ก ก็ยังไม่ถือว่าชีวิตแห่งการค้นหาของเรานั้นเติมเต็มครบถ้วนกระบวนความแล้วได้…