คลังเก็บหมวดหมู่: ประเทศฝรั่งเศส

บอร์โดซ์

ครั้งหนึ่งเคยเห็นภาพในหนังสือต่างประเทศเป็นรูปอาคารที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ประดับด้วยไฟสีเหลืองทองสว่างไสวไปทั่วทั้งอาคาร แต่ที่ดึงดูดสายตาให้ต้องหลงมนต์สะกดเป็นอย่างที่สุดก็คือ ภาพสะท้อนของอาคารที่ปรากฏอยู่บนสระน้ำเบื้องหน้า ตั้งแต่วันนั้นที่ได้เห็นภาพถ่ายเพียงแค่รูปเดียว มันฝังตรึงอยู่ในความทรงจำมิรู้ลืม และเมื่อเวลาได้หมุนเปลี่ยนผ่านไป เส้นทางของชีวิตสำหรับนักเดินทาง ก็ได้พานพบบรรจบกับภาพความทรงจำนั้นในชีวิตจริง…
บอร์โดซ์ เมืองหลวงแห่งไวน์ที่ตั้งอยู่ ณ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส นักเดินทางส่วนมาก มักจะมองข้ามความงดงามของธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นแห่งนี้ อันเนื่องจากสภาพภูมิประเทศจะเป็นพื้นที่ราบลุ่มที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเล มีแม่นำสายใหญ่ Garonne Rive ที่เปรียบเสมือนดั่งเส้นเลือดหล่อเลี้ยงให้บอร์โดซ์มีความอุดมสมบูรณ์
ด้วยความเหมาะสมของสภาพภูมิประเทศ พื้นดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เหมาะแก่การเพาะปลูก สายน้ำที่มีให้อย่างเหลือเฟือ จึงทำให้สถานที่แห่งนี้มีความสามารถในการเพาะปลูกองุ่นชั้นเลิศที่ใช้ในการผลิตไวน์รสเยี่ยม เป็นที่ต้องการของนักดื่มจากทั่วทุกมุมโลก หากเปรียบเทียบว่าที่นี่คือสวรรค์ของนักดื่มไวน์ ก็คงจะไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกินเลยความจริงไปแต่อย่างใด การได้นั่งรถท่องเที่ยวไปตามเขตชานเมืองของบอร์โดซ์ เสมือนว่าเราได้หลุดพ้นก้าวเข้าสู่โลกอีกมิติหนึ่ง โลกที่เต็มไปด้วยไร่องุ่นสุดลูกหูลูกตา
ถนนลาดยางสายเล็ก ที่ทอดตัวคดเคี้ยวเข้าสู่ไร่องุ่นนั้นดูเหมือนว่าจะทอดยาวไปจนไม่มีที่สิ้นสุด กิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนบอร์โดซ์คือการเข้าชมชาโตว์ที่มีอยู่มากมาย ชาโตว์เหล่านี้จะเปิดบริการให้แก่นักท่องเที่ยว ได้มีโอกาสเข้าไปดูขั้นตอนการผลิตไวน์อย่างใกล้ชิด
ถ้าจะให้ได้อัฐรสในการท่องเที่ยวจริงๆ ก็ควรเลือกชาโตว์ที่เป็นขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในไร่องุ่นชานเมือง เพราะเจ้าของชาโตว์จะเป็นคนลงมาพูดคุยกับเราด้วยตัวเอง ชิมไวน์ เคล้าโฮมเมดแฮมและชีส คนที่บอร์โดซ์จะให้ความเป็นกันเองต่อแขกผู้มาเยือนเสมอ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคในเรื่องของภาษาเข้ามาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะมาขวางกั้นมิตรภาพที่มีไวน์รสเลิศเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกัน
และเมื่อไปถึงแล้ว ก็ขาดเสียมิได้ที่จะต้องเลยเถิดไปจนถึง St Emilion เมืองเก่าสมัยยุคกลาง เป็นเมืองเล็กๆที่ผุดขึ้นมาอยู่ท่ามกลางไร่องุ่น มันช่างเป็นภาพที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด เมื่อนั่งรถพ้นโค้งถนนที่ถูกบดบังด้วยต้นองุ่นสุดลูกหูลูกตา แต่ในบัดดล หอระฆังโบสถ์สูงใหญ่ก็พลันปรากฏขึ้นแก่โสตสายตา มันสวยงามและลงตัวประดุจงานศิลป์ที่ศิลปินเอกบรรจงจัดวางไว้ได้อย่างลงตัว ณ ที่แห่งนี้ บาทหลวงโรมันสมัยศตวรรษที่สอง

 

เมื่อแรกเริ่มเดิมทีได้เข้ามาเพื่อเผยแผ่ศาสนา และก็ได้นำเอาวิชาการผลิตไวน์เข้ามายังดินแดนแถบนี้ จากนั้นก็ได้มีการสืบทอดวิทยายุทธ์กันมาหลายชั่วอายุคน วิหารแห่ง St.Emilion เปรียบเสมือนเพชรยอดมงกุฎแห่งบอร์โดซ์ และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเพื่อเก็บไว้ให้ลูกหลานของเราได้ชื่นชมต่อไป การได้เดินเล่น ณ ที่แห่งนี้เสมือนได้รับพรวิเศษจากพระเจ้า สายลมเย็นๆที่พัดผ่านร่างกาย ธรรมชาติที่โอบอุ้มรายรอบตัว ความงดงามของวิหาร ลานกว้างที่ใช้เป็นที่นั่งดื่มกินของแขกผู้มาเยือน ทุกสิ่งอย่างเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เหมาะเจาะจนยากจะหาสิ่งใดมาเทียบเคียง

 

ณ ที่บริเวณตัวเมืองหลวงของบอร์โดซ์เอง ก็มีเสน่ห์ของเมืองเก่าไว้คอยอวดโฉมเฉกเช่นเดียวกัน จัตุรัสใหญ่ใจกลางเมือง ที่เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ศูนย์รวมของการขนส่งทั้งปวง สถานีรถไฟรางที่แสนจะคึกคัก ร้านค้า ร้านอาหาร ถนนสายช้อปปิ้ง ที่นักท่องเที่ยวต่างพากันเดินชมอย่างไม่รู้เบื่อ แต่มนต์เสน่ห์ที่น่าหลงไหลจริงๆนั้นกลับอยู่ที่ด้านหน้าตัวเมืองเลาะเรียบริมแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงตัวเมือง Garonne Rive Front มันช่างเป็นเรื่องที่ชาญฉลาดเป็นอย่างยิ่งที่บอร์โดซ์ได้จัดทำพื้นที่ตลอดความยาวของแม่น้ำที่พาดผ่านเมืองให้เป็นสวนสาธารณะ เป็นพื้นที่ใช้สอยที่เปิดกว้างสำหรับทุกเพศทุกวัย

 

บ้างก็ออกเดินเล่นชมสถาปัตยกรรมของเมือง ดั่งเช่นริมฝั่งแม่น้ำแซนด์แห่งปารีส บ้างก็วิ่งออกกำลังกาย วัยรุ่นจับกลุ่มกันเต้นเบรคแดนซ์ ฮิปฮอบ แข่งกันโชว์ความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ แต่สวรรค์ของนักถ่ายภาพนั้นกลับไปอยู่ที่อาคาร Palais de la Bourse พระราชวังยุคกลางที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี

 

ซึ่งในปัจจุบันนั้นได้แปรสภาพมาเป็นอาคาร Stock Exchange แห่งบอร์โดซ์ และเมื่อยามย่ำมาถึง แสงไฟสีเหลืองทองอร่ามที่ได้รับการประดับประดาไว้อย่างวิจิตรบรรจง ก็ยิ่งเพิ่มสีสันให้แก่ River Front แห่งนี้ ภาพสะท้อนของอาคารที่ทอดประกายปรากฏอยู่บนพื้นน้ำเบื้องหน้านั้น ใช่แล้ว! มันคือภาพในความทรงจำที่ได้เคยพบเจอเมื่อครั้งอดีตกาล บอร์โดซ์ สวรรค์สำหรับทุกชนชั้น ที่มีแต่นักเดินทางที่มุ่งมั่นเท่านั้น ที่จะได้มีสิทธิได้พบเจอกับประสบการณ์ที่เงินทองก็แลกไม่ได้ หากไม่ออกวิ่งเพื่อไขว่คว้ามัน

Colmar

กอลมาร์ (Colmar)

หากใครที่ชื่นชอบเวนิสแห่งอิตาลี รับรองได้ว่าถ้ามีโอกาสได้มาเยือนกอลมาร์ ท่านจะต้องตกหลุมรักเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ในแคว้นอัลซาสทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสแห่งนี้ ด้วยการที่มีชายแดนติดกับประเทศเยอรมัน จึงทำให้กอลมาร์พลอยได้รับอิทธิพลมาจากเยอรมันไปโดยปริยาย อาคารบ้านเรือนที่ได้รับการอนุรักษ์มาเป็นอย่างดีตั้งแต่ยุคกลาง เป็นบ้านสไตล์เยอรมันแท้ๆ สร้างด้วยไม้ที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้หลากสีที่ตั้งอยู่บนระเบียงบ้าน ลำคลองที่พาดผ่านตัวเมืองนั้นเป็นอะไรที่สุดแสนจะโรแมนติก มีหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่นิยมดั้นด้นมาจนถึงกอลมาร์เพื่อทำพิธีแต่งงานและสาบานว่าจะรักกันไปจนวันตาย

 

กอลมาร์นั้นนอกจากจะมีความงดงามตามธรรมชาติที่ล้อมรอบไปด้วยไร่องุ่น อันเนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน จึงทำให้ที่นี่ถูกใช้เป็นสถานที่เพาะปลูกองุ่นพันธ์ดีเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตไวน์รสเลิศแห่งอัลซาส จนได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองหลวงของไวน์แห่งอัลซาสเลยทีเดียว “Capitale des vins d’Alsace”
มนต์เสน่ห์ของกอลมาร์ยังมีมากไปกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมที่ยังคงสภาพเป็นเมืองโบราณเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น พิพิธภัณฑ์ โบสถ์ น้ำพุ รูปปั้น ห้องสมุด ต่างก็เป็นองค์ประกอบที่กลมกล่อมในการสร้างสรรค์ให้กอลมาร์นั้นมีชื่อเสียงขจรขยายออกไปได้ไกลว่าจะจินตนาการ

 

ความสวยงามของลำคลองและบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งนั้น งดงามจนทำให้ที่นี่ได้รับฉายาว่าเป็นเวนิสน้อยกระนั้นเชียว การได้นั่งเรือชมเมือง ถือว่าเป็นวิธีการที่แยบยลที่จะได้เห็นมุมมองที่แปลกตา อีกทั้งยังได้รับความรู้และความเพลินเพลินจากไกด์นำทางท้องถิ่นที่สอดแทรกมุขตลกที่สุดแสนจะเป็นธรรมชาติ น้อยคนนักที่จะทราบว่า ณ เมืองเล็กๆที่ห่างไกลแสงสีเช่นนี้จะเป็นแหล่งกำเนิดของศิลปินที่ยิ่งใหญ่อย่าง เฟรเดริก โอกุสต์บาร์ตอลดี ผู้ออกแบบอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพที่ตั้งอวดโฉมความยิ่งใหญ่อยู่ที่มหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกานั่นเอง
กอลมาร์นั้นโชคดีที่รอดพ้นจากการทำลายล้างของสงครามกลางเมืองปฏิวัติฝรั่งเศสและมหาสงครามโลกครั้งที่สอง จึงทำให้ทุกอย่างยังคงอยู่ในที่ในทางอย่างที่มันควรจะเป็นตั้งแต่ยุคกลาง การได้เดินเล่นชมเมืองแบบไม่เร่งรีบถือว่าเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเติมเต็มความสุนทรียะให้แก่ตัวเอง Maison des Tetes
อาคารยุคเรเนอซองส์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดของกอลมาร์ยังคงอวดโฉมของมันที่สร้างจากไม้และได้รับการตกแต่งที่สวยงาม Maison Pfister ที่มีอายุมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ประดับไปด้วยภาพวาดบนกำแพงที่สุดแสนอลังการ อีกทั้ง St. Martin Church โบสถ์ยุคกลางที่สร้างจากอิฐสีชมพูที่ดูสวยแปลกตา และสำหรับผู้ที่รักศิลปะของเก่า กอลมาร์ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์ไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกมากมาย หากท่านเป็นนักเดินทางอีกคนหนึ่ง ที่ต้องการจะหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ แต่ถวิลหาความเงียบสงบของตัวเมือง ธรรมชาติอันแสนงดงามที่โอบล้อมตัวเรา ศิลปะวัฒนะธรรมที่ยังคงได้รับการรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพดั้งเดิม กอลมาร์คือที่ๆท่านไม่ควรจะพลาดจากการมาเยือนให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิต ดื่มด่ำ เสพสุข และทิ้งทุกอย่างไว้เหมือนเดิม เพื่อให้นักเดินทางรุ่นหลัง ได้พบพานกับประสบการณ์ที่สุดแสนวิเศษเยี่ยงเรา