ประเทศสวีเดน

สตอกโฮล์ม (Stockholm) เมืองหลวงของประเทศสวีเดน เป็นเมืองใหญ่ที่น่าเที่ยวที่สุดเมืองหนึ่งของยุโรปเลยทีเดียว ปกติเมืองใหญ่เยี่ยงนี้ หลายคนมักจะไม่ค่อยถูกโรคด้วย เพราะความวุ่นวาย จอแจของผู้คน แต่ต้องขอบอกไว้เสียแต่ตอนนี้เลยว่าสตอกโฮล์มนั้นจะเปลี่ยนทัศนคติของคุณเกี่ยวกับเมืองใหญ่ไปตลอดกาล สตอกโฮล์มเป็นเมืองที่มีความน่าสนใจเพราะมันมีทั้งประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและแถมยังน่าตื่นเต้นหวาดเสียวเจือปน อีกทั้งความงดงามของเมืองที่ตั้งอยู่บนเกาะทั้ง 14 เกาะ ล้อมรอบด้วยทะเลบอลติก ที่กว้างใหญ่
ใช่แล้วครับ..สตอกโฮล์มนั้นไม่ใช่มีเฉพาะแผ่นดินใหญ่เท่านั้น หากแต่ประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายของเมือง ชื่อเมือง Stockholm นั้นก็มีความหมายเช่นกัน ไม่ใช่กษัตริย์นึกอย่างจะตั้งชื่อเมืองว่าอะไรก็เรียกไปเรื่อยเปื่อย หากแต่ว่ามันมีความหมายที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ Stockholm นั้นเป็นคำเชื่อมของคำสองคำคือคำว่า Stock และ Holm คำว่า Stock นั้นหมายถึงต้นซุง ส่วนคำว่า Holm แปลว่าเกาะเล็กๆ เมื่อเราเอาคำสองคำนี่มารวมกันก็จะได้ความหมายของคำว่า เกาะต้นซุง
เฉพาะชื่อเมืองก็สนุกแล้วหล่ะซิ แต่มันยังมีที่มาที่ไปอยู่อีก คือหากย้อนเวลากลับไปสู่ศตวรรษที่ 11 ซึ่งในขณะนั้นสตอกโฮล์มยังไม่มีตัวตน เมืองหลักของสวีเดนในขณะนั้นชื่อ Sigtuna เป็นเมืองที่ใหญ่โตมากผู้คนต่างก็ทำมาค้าขายกันเป็นปกติ แต่อยู่มาวันหนึ่ง โจรสลัดที่อาศัยอยู่อีกฝากฝั่งของทะเลก็ได้ยกพลขึ้นบกเพื่อหวังจะปล้นชิงสะดมเมืองที่แสนจะร่ำรวยแห่งนี้ ชาวเมืองไหวตัวทันและรู้ว่าตัวเองนั้นไม่มีทางรอดพ้นน้ำมือของโจรโหดพวกนี้ได้ จึงรวบรวมทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดของเมืองแล้วก็ตัดต้นซุงใหญ่ ขุดต้นซุงให้กลวงแล้วเอาทรัพย์สินที่รวบรวมได้จับยัดใส่ไว้ในต้นซุง หลังจากนั้นก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ต้นซุงนี้หนีรอดเงื้อมือของโจรสลัดไปให้ได้ แล้วก็ปล่อยให้ซุงน้อยล่องลอยไปตามยถากรรมฝ่าคลื่นลมของทะเลบอลติกที่แสนกว้างใหญ่ ภายหลังจากที่โจรสลัดได้ฆ่าผู้คนไปจนหนำใจ แต่ไม่ได้ของมีค่าติดมือกลับไปเลยซักชิ้น ชาวเมืองที่เหลือรอดจากการถูกเข่นฆ่า ก็ได้ล่องเรือออกตามหาท่อนซุงที่ปล่อยลอยน้ำมา แล้ววันหนึ่งขณะที่กำลังจะสิ้นหวังกับการตามล่าหาท่อนซุง ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็คือ ท่อนซุงใหญ่ลอยมาติดอยู่ที่เกาะๆหนึ่งในทะเลบอลติก ชาวเมืองต่างพากันดีใจแล้วจึงตัดสินใจที่จะลงหลักปักฐานเริ่มสร้างเมืองหลวงกันใหม่ ณ เกาะที่ท่อนซุงลอยไปติดนั่นเอง มีชื่อเรียกที่ติดปากกันว่า Gamla Stan หรือ Old Town จนกลายมาเป็นสตอกโฮล์มอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

 

ด้วยความที่สตอกโฮล์มเป็นเกาะที่อยู่ในทะเลบอลติกจึงทำให้มีอากาศดีและสดชื่นเป็นอย่างยิ่ง หากใครไม่เคยศึกษาประวัติของเมืองไปก่อน ถึงแม้ว่าไปเดินอยู่ที่ในตัวเมืองแล้วก็ตาม แต่ถ้าไม่สังเกตก็ไม่มีวันรู้ว่ากำลังเดินอยู่บนเกาะไม่ใช่แผ่นดินใหญ่ เพราะเกาะแต่ละแห่งจะมีสะพานเชื่อมที่แยบยลมาก อีกทั้งร่องน้ำที่สะพานทอดข้ามก็ไม่ได้กว้างใหญ่จนเราคิดว่านี่มันคือทะเล หากเราจะท่องเที่ยวในสตอกโฮล์มแบบสบายๆตามสไตล์พี่เบิร์ด เราก็น่าจะใช้เวลาประมาณสองวัน เพราะที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ต่างๆมากมาย
แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว เป็นไปไม่ได้เลยหากเราจะไม่ไปเยี่ยมชม Stadshuset หรือ City Hall เป็นที่ทำการของนักการเมืองท้องถิ่น แต่ก็มีสภาพคล้ายๆ ว่าจะเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์อีกด้วย มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนกันเข้าไปเยี่ยมชมทุกวัน ห้องที่น่าสนใจที่สุดในอาคารนี้ก็คือ Blå Hallen ห้องโถงสีฟ้า เป็นห้องโถงใหญ่กลาง เป็นที่จัดงานเลี้ยงรางวัลโนเบลไพร์ซ สามารถรับแขกได้มากถึงเรือนพันคน ความสำคัญมันอยู่ที่ห้องจัดเลี้ยง เพราะงานแจกรางวัลนี้มันหรูหราเสียจนคนธรรมดาได้แต่ชะเง้อดูตามตู้ทีวีเท่านั้น แต่หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวแล้วเกิดอยากจะลิ้มรสอาหารของงานเลี้ยงโนเบลไพร์ซบ้างแล้วหล่ะก็ เพียงแค่เดินลงไปร้านอาหารด้านล่างที่อยู่ภายในอาคาร และแจ้งความประสงค์ว่าอยากจะลิ้มรสโนเบลไพร์ซเมนู ที่นี่เขาก็มีไว้ให้บริการเช่นกัน แต่สนนราคาก็สมน้ำสมเนื้อเพราะตกหัวละประมาณแปดพันบาทเท่านั้นเอง

 

และที่พลาดไม่ได้คือห้องโถงทองคำหรือ Gyllene Salen ที่ประดับประดาด้วยโมเสสทองคำมากถึง 19 ล้านชิ้น ที่บริเวณด้านหน้าอาคารติดอยู่กับริมทะเลสาบก็มีความงดงามไม่แพ้ด้านใน ยิ่งในช่วงฤดูหนาว น้ำในทะเลสาบแข็งตัวหนาพอจนเราสามารถลงไปเดินเล่นได้ สีขาวของน้ำที่แข็งกับอาคารสีสวยเป็นฉากที่ตระการตาเสียเหลือเกิน
อีกหนึ่งสถานที่ๆ เราจะต้องไปเห็นให้ได้ซักครั้งหนึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์เรือรบวอซ่าที่มีคนเข้าชมมากที่สุดในสวีเดน สิ่งที่เราจะได้เจอก็คือเรือรบหลวงวอซ่าที่กษัตริย์สวีเดนทรงสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเรือธงประจำพระองค์เพื่อออกศึกสงคราม เรือรบนี้มีความยิ่งใหญ่อลังการเป็นอย่างยิ่ง เพราะใช้ไม้โอ๊คในการก่อสร้างรวมแล้วถึงพันต้น มีปืนใหญ่ที่หล่อด้วยตะกั่วมากถึง 64 กระบอก

 

มีการแกะสลักลวดลายไว้บนตัวเรืออย่างสวยงาม ใช้เวลาสร้างเรือนี้นานสองปีคือตั้งแต่ปี 1626 – 1628 และแล้วเมื่อวันสำคัญมาถึง กษัตริย์สวีเดนทรงเสด็จมาเป็นประธานในการปล่อยเรือรบหลวงลงน้ำด้วยพระองค์เอง ทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อย เรือถูกปล่อยลงน้ำและวิ่งฉิวลอยลำออกไปสู่ปากอ่าว แต่เมื่อวิ่งไปได้เพียงแค่พันเมตร มีลมเข้ามาปะทะที่ด้านข้างของเรือ ส่งผลให้เรือเริ่มเอียงและจมลงใต้ท้องทะเลต่อหน้าต่อตากษัตริย์นั่นเอง ความผิดพลาดทั้งปวงเกิดจากการคำนวณการวางกระดูกงูที่คลาดเคลื่อน ห้องอับเฉาไม่สามารถถ่วงน้ำหนักได้เพียงพอ ท้องเรือไม่กินน้ำลึก จึงทำให้เรือรบที่เกรียงไกรที่สุดของสวีเดนต้องจมลงภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีที่มันสัมผัสผิวน้ำ และนอนสงบนิ่งอยู่อย่างนั้นนานถึง 333 ปี และพึ่งจะถูกกู้ขึ้นมาได้เมื่อปี 1961 นี่เอง และสิ่งที่เหลืออยู่ก็คืออดีตที่เกือบจะยิ่งใหญ่ของมัน
กิจกรรมหลักของแขกผู้มาเยือนสตอกโฮล์มก็คือการเดินเล่นทอดน่องไปแบบสบายๆในเขตเมืองเก่าหรือ Gamla Stan เพราะความงดงามของอาคารบ้านเรือน อีกทั้งยังมีสถานที่น่าสนใจมากมาย อาทิพระบรมมหาราชวัง โบสถ์หลวงที่งดงาม รูปหล่อโลหะเด็กชายผู้เฝ้ามองแสงจันทร์ และ อัศวินฆ่ามังกร จัตุรัสกลางเกาะ กระสุนปืนใหญ่ที่ติดฝังอยู่กับกำแพงตึก และหากเดินจากเมืองเก่ามาสู่ริมน้ำ เดินข้ามสะพานที่ทอดตัวไปสู่ฝั่งตรงข้าม อันเป็นจุดที่น้ำจืดจากากทะเลสาบไหลไปปะทะกับน้ำในทะเลบอลติก ก็จะพบกับ Kungsträdsgården
สวนสาธารณะที่คนเมืองต่างก็พากันมานั่งเล่นอาบแดด จากตรงนั้นจะเจอรูปปั้นของคาร์ลที่ ๑๒ ยืนชี้นิ้วไปยังทิศที่ตั้งของประเทศรัสเซีย เพราะพระองค์เป็นกษัตริย์ที่ส่งกองทัพจากสวีเดนบุกรัสเซียนั่นเอง นอกจากนี้ สตอกโฮล์มยังมีศูนย์การค้าใหญ่มากมายที่รอเรียกเงินออกจากกระเป๋าของแขกผู้มาเยือนอย่างเช่น NK หรือจะเป็น Åhlens ศูนย์การค้าใหญ่ที่สร้างคร่อมศูนย์กลางของสถานีรถไฟใต้ดิน หรือจะเอาแบบถนนคนเดินที่คุ้นเคยอย่าง Drottninggatan ทีจะมีร้านค้าร้านเล็กร้านน้อยขายของที่ระลึกราคาถูก ก็มีให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหว สตอกโฮล์มมีทุกๆอย่างสำหรับทุกๆคน การเดินเที่ยวหนึ่งวันในสตอกโฮล์ม จะสร้างประสบการณ์ให้คุณไปแบบไม่รู้ลืม และจะเปลี่ยนมุมมองที่เราเคยมีต่อเมืองใหญ่ไปอย่างสิ้นเชิง สตอกโฮล์ม เมืองแห่งเกาะต้นซุง