ประเทศฟินแลนด์

เฮลซิงกิ (Helsinki)

เมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์ เมืองๆนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอสมควร ถ้าเป็นคน ก็ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์โชกโชน แรกเริ่มเดิมทีนั้นกษัตริย์ของสวีเดนทรงมีพระบัญชาให้สร้างเมืองเฮลซิงกิขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1550 เพื่อให้เป็นคู่แข่งกับเมืองทอลลินของเอสโทเนียที่อยู่ใกล้ๆกัน จากเดิมมีคนอาศัยอยู่แค่สี่พันคน แต่พอได้รับการยกฐานะขึ้นมาเป็นเมืองค้าขายที่สำคัญ ผู้คนก็เลยหลั่งไหลกันเข้ามา แต่ก็เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกกับเฮลซิงกิ เพราะมีการระบาดของกาฬโรคที่ติดมาจากเรือของชาวเอเชีย ส่งผลให้มีคนตายแทบจะหาที่ฝังไม่ได้ อีกทั้งยังเจอปัญหาสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาซ้ำเติมเข้าไปอีก ก็เลยทำให้เมืองทั้งเมืองแทบล้มทั้งยืน สวีเดนเองก็เริ่มไม่อยากรับผิดชอบเพราะลำพังตัวเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ต้องขอขอบคุณพระจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย Alexander I Emperor of Russia ที่เข้ามากอบกู้เฮลซิงกิที่กำลังทรุดหนัก เมื่อเข้ายึดครองเฮลซิงกิมาจากสวีเดนได้พระองค์ได้ทรงย้ายเมืองหลวงจาก ตุรกุ (Turku) ให้มาอยู่ที่เฮลซิงกิแทน
แล้วก็ได้บูรณะบ้านเรือนขึ้นมาใหม่ทั้งหมดโดยให้สถาปนิกฝีมือดีของเยอรมันเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้ Carl Ludwig Engel ซึ่งเองเกิลเองก็ไม่ได้ทำให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ต้องผิดหวังเลย เพราะเขาได้ฝากฝีมือการสร้างเมืองเอาไว้อย่างอลังการงานสร้างเป็นที่สุด ศิลปะที่ใช้เป็นแบบนีโอคลาสสิค เรียกได้ว่าถอดแบบมาจากเมือง St.Peterberg ของรัสเซียอย่างกับแฝดพี่แฝดน้อง
หากเราไปยืนอยู่ ณ ใจกลางของ จัตุรัสสภาหรือ Senate Square เสมือนประหนึ่งว่าเรากำลังยืนอยู่ในประเทศรัสเซียจริงๆ ที่ด้านเหนือของของจัตุรัส สิ่งที่เราเห็นอยู่เบื้องหน้าที่ด้านบนสุดของขั้นบันได สถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิคสีขาวโพลนที่สวยงาม นี่คือมหาวิหารเฮลซิงกิ หรือชื่อเดิมคือเซนต์นิโคลัส หรือ Lutheran Cathedra เป็นสัญลักษณ์ของเฮลซิงกินี่เลย เปรียบเสมือนเพชรเหนือมงกุฎเป็นที่เชิดหน้าชูตาของคนเมืองนี้ ฝั่งซ้ายมือจะเป็นมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ส่วนทางด้านขวามือก็จะเป็นที่ทำการของรัฐบาล ภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายเรื่องมากที่มาใช้สถานที่แห่งนี้ในการถ่ายทำที่เกี่ยวกับประเทศรัสเซีย เพราะที่นี่กฎระเบียบไม่ยุ่งยากเหมือนที่รัสเซีย แถมค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่า ถ้าจำไม่ผิด เรื่อง Die Hard ก็มาถ่ายทำที่นี่เช่นเดียวกัน จากจัตุรัสสภา เราจะเดินไปเที่ยวที่ไหนก็ไม่ไกลทั้งนั้น เพราะเฮลซิงกิเป็นเมืองใหญ่ที่ทำตัวเป็นเมืองเล็ก สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆสามารถเดินถึงกันได้เพียงแค่เคี้ยวหมากแหลก และเมื่อมาที่นี่แล้วก็ต้องไปดูให้ได้ 3 โบสถ์ จำง่ายๆก็คือ 1 แดง 1 ขาว และ 1 หิน อันแรก 1 ขาวเราเห็นแล้วเพราะอยู่ตรงหน้าเรามหาวิหารเฮลซิงกิ
ส่วน 1 แดงนี่ก็คือ Uspenski Cathedral เป็นโบสถ์ของนิกายออโธรดอกซ์ (Orthodox) สไตล์การก่อสร้างก็ถอดแบบมาจากรัสเซียเป๊ะ มีโดมเป็นรูปทรงหัวหอมสีเขียว โดมทั้งห้าประดับไปด้วยยอดทองคำ 22 กระรัต และที่ด้านในได้รับการตกแต่งไว้อย่างสวยงามเป็นอย่างยิ่ง

 

โบสถ์สุดท้าย 1 หิน ได้แก่ The Church in the Rock หรือ Temple Square Church เป็นโบสถ์ที่มีรูปทรงแปลกตามาก รับรองว่าเกิดมายังไม่เคยเห็นที่ใดเหมือนที่นี่ ตัวโบสถ์นั้นถูกเจาะลงไปยังเนินเขาหินแกรนิต ทำให้ด้านในของเนินเขานั้นกลวง เมื่อเข้าไปอยู่ด้านใน เสมือนว่าที่ตรงนั้นมีจานบินยูเอฟโอตกลงมาตรงกลางโบสถ์เลยทีเดียว การตกแต่งก็เรียบง่ายแบบ Minimalist ผู้ออกแบบก่อสร้างใช้ประโยชน์จากความกังวานของเนินเขาหินแกรนิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ เสียงออร์แกนที่บรรเลงออกมานั้นกังวานเพราะพริ้งน่าประทับใจ มันยอดเยี่ยมถึงขนาดมีคนไปจัดงานแต่งงานกันเยอะกว่าโรงแรมเสียอีก แถมยังมีคอนเสริทใหญ่ๆขอใช้สถานที่จัดการแสดงกันอยู่เนืองๆ
ถ้าเราได้ไปเยี่ยมเยียนเฮลซิงกิในฤดูร้อน เราก็สามารถที่จะไปเข้าชม Suomenlinna ป้อมปราการทางทะเลที่สมบูรณ์ที่สุดของยุโรปได้ มันแข็งแกร่งยากที่จะตีฝ่าเข้ามาสู่ตัวเมืองจนได้รับฉายาว่า Gibraltar of the North ป้อมปราการนี้ก่อสร้างโดยสวีเดนเมื่อปี ค.ศ.1700 เพื่อใช้ในการป้องกันเมืองค้าขายหน้าด่านของตนเอง แต่เมื่อรัสเซียบุกมาเมื่อปี ค.ศ.1808 ป้อมนี้กลับไม่ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มภาคภูมิเพราะความล้มเหลวของระบบสวีเดน อีกทั้งหัวหน้าผู้บัญชาการป้อมก็ไม่อยากให้มีการล้มตาย จึงยอมแพ้อย่างง่ายดาย

 

ที่บริเวณริมชายน้ำใกล้กับจัตุรัสสภา จะมีตลาดผลไม้หรือ Market Square ตั้งอยู่ เป็นเสมือนศูนย์รวมของคนที่นี่ เพราะจะมาเดินจับจ่ายซื้อของ ผลไม้สด ของใช้ราคาถูก เหมือนกับถนนคนเดินบ้านเรา หากจะพูดไปแล้ว เฮลซิงกินั้นก็เหมือนผู้หญิงสวย ที่ตอนฤดูหนาวก็สวมเสื้อหนาวมิดชิด แต่เมื่อถึงฤดูร้อนมาเยือน เธอก็ได้ปลดเปลื้องเสื้อผ้าเหล่านั้นออก เผยให้เห็นความงามที่ถูกซ่อนอยู่ภายใน ฉันใดก็ฉันนั้น หากเราได้ไปเยือนเฮลซิงกิซักครั้ง ก็จะได้รับรู้ความจริงที่ว่า เฮลซิงกินั้นมีเสน่ห์และเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ควรค่าแก่การไปเยือนซักครั้งในชีวิต