ประเทศลัตเวีย

วิลนีอุส

ถ้าพูดถึงกลุ่มประเทศบอลติก หลายคนอาจจะส่ายหัวว่าไม่รู้จัก เพราะมันเป็นประเทศเกิดใหม่เมื่อซักยี่สิบปีมานี่เองภายหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประกอบไปด้วยลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโธเนีย เมืองวิลนีอุส (Vilnius) เป็นเมืองหลวงของประเทศลิทัวเนีย ถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองหลวงของประเทศเล็กๆ แต่วิลนีอุสก็ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกไปแล้ว เพราะความเก่าแก่ยาวนานของประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีความสวยงามของอาคารสถาปัตยกรรมที่ที่มีอายุมาตั้งแต่ช่วงยุคกลาง ตัวเมืองวิลนีอุสมีแม่น้ำสายเล็กๆสองสายไหลผ่านได้แก่ Neris กับ Vilnia จึงทำให้ภายในบริเวณเขตตัวเมืองเก่านั้นมีต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่มไปทั่วทั้งเมือง และยังทำให้บรรยากาศที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำร่มรื่น อากาศเย็นสบาย โดยจะมีชาวเมืองออกมานั่งเล่นอ่านหนังสือที่ริมฝั่งแม่น้ำกันเป็นระยะๆ

 

เมื่อมุ่งหน้าเข้าสู่เขตเมืองเก่า Old Town บริเวณจัตุรัสเมืองหรือ Town Hall Square ท่านจะต้องตื่นตะลึงกับความงดงามของตึกรามบ้านช่องที่อยู่ในเขตเมืองเก่านี้ สไตล์การปลูกสร้างจะเป็นศิลปะแบบบาโร๊ค (Baroque) ที่งดงามอ่อนช้อย สีสันที่ใช้ก็สดใสเห็นแล้วสบายตา บางส่วนก็จะมีส่วนผสมของศิลปะแบบโกธิค (Gothic) รวมอยู่ด้วย อาคารเก่าแก่เหล่านี้มิใช่ของเก่าตั้งแต่เริ่มแรกที่สร้างเมืองเมื่อปี 1323 ในรัชสมัยของ Grand Duke Gediminas ที่ทรงย้ายเมืองหลวงจากทราไกมาอยู่ที่วิลนีอุส เพราะอาคารเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงยุคศตวรรษที่ 17 – 18 มานี่เองอันเนื่องมาจากเมืองวิลนีอุสนั้นเคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ทำลายเมืองไปเสียส่วนมาก แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังสัมผัสได้ถึงความเก่าแก่และสวยงาม ทำให้การเดินเล่นในเมืองเก่าเช่นนี้ เรามักจะวุ่นวายอยู่กับการรัวกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพแห่งความทรงจำเก็บไว้

 

สำหรับใครที่ชื่นชอบการเสพความงามของโบสถ์ ท่านเลือกมาเที่ยวได้ถูกต้องตรงตามรสนิยมสุดๆ เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ว่าจะเดินไปบนถนนสายไหน ทิศทางใด สิ่งที่ท่านจะพบเห็นได้ตลอดเวลาเรียกได้ว่าแทบจะทุกหัวโค้งถนนก็คือโบสถ์ ไม่ต้องเอ่ยถามว่ามีนิกายใดบ้าง เพราะที่นี่มีครบทุกนิกาย คนท้องถิ่นที่วิลนีอุสมีมาจากหลายเชื้อชาติ รัสเซีย ยิว เปอร์เซีย เยอรมัน สลาฟ ดังนั้นโบสถ์ประจำเมืองจึงมีอยู่ครบทุกนิกาย ส่วนการตกแต่งภายในโบสถ์แต่ละหลัง มีความอลังการสวยงามสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นแท่นบูชาปิดทอง ภาพวาดปูนเปียก การแกะสลักลวดลายบนฝ้าเพดาน เมื่อเดินเข้าไปแล้วเสมือนดังจะหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ เพราะความสวยงามนั่นก็หนึ่งเหตุผล แต่ความเงียบสงบ และความเย็นสุขุมที่อยู่ภายใน ทำให้เกิดความสงบเยือกเย็นได้อย่างน่าประหลาดใจ
ตัวเมืองจะถูกล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองโบราณ ที่ดูกี่ครั้งก็สามารถรับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของมัน ด้วยขนาดที่มโหฬารและความหนาของหินที่นำมาใช้สร้างกำแพง อีกทั้งป้อมปราการที่ตั้งอยู่บริเวณมุมกำแพง ทำให้เราคิดมโนกลับไปได้ถึงยุคอดีตกาลว่า กำแพงที่แข็งแกร่งนี้คงต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน เมื่อในอดีต จะมีประตูเมืองอยู่ห้าแห่ง แต่ในปัจจุบันนั้นเหลือเพียงแค่ประตูเดียวชื่อว่า Gate of Dawn

 

หากเราเดินลัดเลาะไปตามถนนสายเล็กๆที่อยู่ภายในตัวเมืองเก่า เราจะพบกับถนนสายที่ชื่อว่า Pilies ณ ถนนสายนี้จะมีชาวเมืองและนักท่องเที่ยวเดินไปมากันขวักไขว่ เพราะของดีที่ซ่อนอยู่คือร้านอาหารพื้นเมืองรสเลิศ เราสามารถเลือกซื้อแล้วเดินกินไปได้โดยที่ไม่ต้องอายใคร เพราะใครๆก็ทำแบบนี้เช่นเดียวกัน ร้านค้าที่อยู่สองฝั่งถนน จะมีของฝากของดังประจำเมืองไว้ให้บริการแก่แขกผู้มาเยือน

 

และสินค้าที่ขึ้นหน้าขึ้นตาที่สุดของที่นี่คืออำพันสีเหลืองสวย มีหลายแบบหลายขนาดไว้ให้เลือกชม
เมื่อมาถึงที่นี่แล้วยังมีอีกหนึ่งสถานที่ๆห้ามพลาดเด็ดขาด Cathedral Basilica มหาวิหารขนาดใหญ่สีขาวสวยงาม โดยเฉพาะที่ด้านใน ด้วยหลังคาสูง โปร่ง โล่งสบาย การตกแต่งเป็นแบบ Minimalist จึงทำให้ดูเรียบง่าย สมถะสมกับที่เป็นที่สักการบูชา ที่บริเวณด้านหน้ามหาวิหารจะเป็นจัตุรัสอีกหนึ่งแห่งที่ชาวเมืองต่างออกมาพบปะสังสรรค์กัน

 

วิลนีอุสนั้นไม่ใช่จะมีดีเพียงแค่ความสวยงามของสถาปัตยกรรม หากยังมีความร่มรื่นและสดชื่นของธรรมชาติอีกด้วย แม่น้ำทั้งสองสาย Neris กับ Vilnia ที่ไหลพาดผ่านเมืองนั้น ช่วยสร้างบรรยากาศของสองฝั่งแม่น้ำเสมือนอยู่ใจกลางป่าโปร่ง เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ นกร้องจากกิ่งไม้ ช่วยรังสรรค์ความสดชื่นให้แก่ผู้พักพิง ความพิเศษอีกหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในวิลนีอุสก็คือ เขตปกครองอิสระที่ถูกแบ่งกั้นโดยแม่น้ำสายเล็ก เขตรัฐอุสซูพีซ (Uzupis Republic) เป็นสวรรค์ของศิลปินน้อยใหญ่เฉกเช่นเดียวกับมองมาร์ตของฝรั่งเศสนั่นเอง

ความสวยงามและคลาสสิคของวิลนีอุส ผสมผสานกับความหลากหลายทางเชื้อชาติ แต่งเติมด้วยสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่และงดงาม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลกต่างต้องการที่จะมาเห็นและสัมผัสด้วยตัวเองซักครั้งหนึ่งในชีวิต ครั้งหนึ่งในอดีต เมื่อพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศสได้เสด็จมาถึงสถานที่แห่งนี้ เมื่อทรงได้ทอดพระเนตรเห็นความงดงามของบ้านเรือนที่อยู่ตรงพระพักตร์ ถึงกับทรงลำพึงออกมาว่า วิลนีอุสคือเยรูซาเล็มแห่งยุโรปเหนือนั่นเอง